วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อีกด้านหนึ่งของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในมุมมองของราชสำนัก (3)

อีกด้านหนึ่งของ "ก.ศ.ร.กุหลาบ" ในมุมมองของราชสำนัก (3)

วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 17:43:55 น.

Share8













 ไกรฤกษ์ นานา 

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

 

ความผิดของนายกุหลาบ
ตามทัศนะของราชสำนัก

คดีเกี่ยวกับการแต่งเติมพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สา) นี้มิใช่คดีความทางโลกแบบธรรมดา แต่เป็นการตัดสินเพื่อความถูกต้องและจริยธรรมด้านจิตใจ ต้องใช้สติสัมปชัญญะในการสืบสวน และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในการตีความ คณะผู้พิพากษาจึงมิใช่ทีมลูกขุนแบบนักกฎหมายทั่วไป แต่เป็นคนนอกผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นผู้เคารพนับถือของคนทั้งหลายทั้งองค์ประธานทางโลกและทางธรรม บุคคลที่ได้รับคัดเลือกประกอบด้วย  

๑. กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ  เป็นประธานฝ่ายธรรมะ ผู้ทรงคุณวุฒิทางสังฆการีกรรม


๒. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้านเรศร์วรฤทธิ์ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล  ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มือกฎหมายทางโลกมีหน้าที่ดูแลความสงบสุขของสังคม


๓. พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เป็นปรมาจารย์ด้านการศึกษาแห่งรัตนโกสินทร์ และครูใหญ่โรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง ผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทยชุดแรก รวม ๖ เล่ม คือ มูลบทบรรพกิจ วาหนิตินิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาลการันต์ เป็นอาจารย์ใหญ่ด้านวิชาการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕(๔)


กระบวนการไต่สวนนายกุหลาบของผู้พิพากษาพิเศษคณะนี้มีความพิสดารกว่าคดีทั่วๆ ไป สำนวนการพิจารณาคดีและคำตัดสินตามทัศนะของราชสำนักระบุอยู่ในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ มีไปมากับคณะผู้พิพากษา พร้อมบทสรุปชี้มูลความผิดของจำเลย ดังนี้

เรื่องไต่สวน ก.ศ.ร.กุหลาบ
(ฉบับที่ ๑๖๒)


            พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ที่ ๒๘/๑๔๓๙      วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙


ด้วยนายกุหลาบได้นำหนังสือพิมพ์เปนเรื่องประวัติสมเด็จพระสังฆราชมาให้ ๒๐๐๐ เล่ม มีความประสงค์จะให้แจกในงานเมรุ เห็นว่าหนังสือที่นายกุหลาบเรียบเรียงแต่งชิ้นนี้  ไม่ควรจะแจกแก่ศิษย์หาทั้งปวง หรือคนอื่นๆ ทั่วไป เพราะเปนถ้อยคำอันไม่น่าเชื่อ จะหาให้คนทั้งปวงลุ่มหลงไปในถ้อยคำอันนายกุหลาบกล่าวเท็จปนจริงเช่นนี้ สมเด็จ
พระสังฆราชก็นับว่าเปนหลักเปนประธานเปนที่นับถือของคนเปนอันมาก จึงเห็นควรจะไต่สวนเรื่องประวัตินี้ ให้ได้ความว่านายกุหลาบกล่าวเท็จเพียงไร กล่าวจริงเพียงไร ขอให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ พระยาศรีสุนทรโวหารพร้อมกันไต่สวน แลให้มีอำนาจที่จะเรียกตัวนายกุหลาบกับทั้งเรื่องราวทั้งปวงมาไต่สวนได้จนตลอด แล้วให้ทำรายงานบอกมาให้ทราบ


สยามินทร(๓)

(ฉบับที่ ๑๖๓)

 


                                                                  พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์
ที่ ๙/๔๙๑                                                              วันที่ ๒๑ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๙


ทูล กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงทราบ
ขอให้ทรงสังเกตความหน้าด้านของอ้ายกุหลาบ สยามประเภท วันพระแรม ๑๕ ค่ำ  เดือน ๔ มีเรื่องพระราชทานน้ำศพเจ้าวังน่า กล่าวคือกรมขุนนรานุชิต ตรงกับที่รับสั่งว่ามันลืมว่ากรมขุนนรานุชิตสิ้นพระชนม์ก่อนพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระปิ่นเกล้า มันไปนึกอ้อขึ้นมาจึงเอามาลงพิมพ์เปนที่ว่ารู้แล้ว ยังซ้ำปดแถมว่าเปนต้นเหตุ คือแปลว่า เปนครั้งแรก แต่อันที่จริงก็เห็นจะไม่ใช่มุสาวาท เพราะมันไม่รู้มันหมายว่าครั้งแรกจริงๆ นับแต่ที่หม่อมฉันจำได้ ยกพระองค์ใหญ่ประชุมวงษแลกรมขุนธิเบศร์เสีย เจ้าฟ้าอิศราพงษก็เสด็จ มันโกหกฤาโง่หาที่สุดมิได้เช่นนี้ จะโปรดอย่างไร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

สยามินทร(๓)

 (ฉบับที่ ๑๖๕)
                                                                          วัดบวรนิเวศวิหาร
                                                                          วันที่ ๒๗ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๙
ขอถวายพระพร


ตามกระแสพระบรมราชโองการที่ ๒๘/๑๔๓๙  ทรงพระกรุณาโปรดให้อาตมภาพ  กับกรมหลวงนเรศวรฤทธิ พระยาศรีสุนทรโวหาร พร้อมกันไต่สวนประวัติสมเดจพระสังฆราช ซึ่งนายกุหลาบพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่องานพระเมรุสมเดจพระสังฆราชนั้น อาตมภาพได้พร้อมด้วยกรมหลวงนเรศวรฤทธิ แลพระยาศรีสุนทรโวหาร เข้ากันเปนกรรมการตรวจสอบประวัติของสมเดจพระสังฆราช ในสมุดที่นายกุหลาบพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวาย  กับในสยามประเภทเล่ม ๔ ตอนที่ ๑๐ ตั้งแต่น่า ๓๓๖ ถึงน่า ๓๖๗ ได้พบข้อความมากๆ น้อยๆ กว่ากัน ทั้งสำนวนก็ไม่เปนอันเดียวกัน แต่ก็อ้างว่าเปนหนังสือที่ได้เรียบเรียงทูลเกล้าฯ ถวายทั้งสองแห่ง เมื่อพบข้อความในหนังสือสองฉบับนั้น มากน้อยกว่ากันเช่นนั้น จึงได้เก็บข้อความในหนังสือสองฉบับนั้นรวมเข้าด้วยกันปันเปน สองหมวดหัวข้อ คือ เรื่องสมเดจพระสังฆราชหมวด ๑ กึ่งความนอกจากเรื่องสรรพหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แลสืบสวนความเข้าประกอบได้ความว่านายกุหลาบผู้เรียบเรียงประวัตินั้น ประกอบด้วยโทษไม่ควรเปนที่เชื่อฟัง ๗ ประการ คือ


๑. เปนผู้แสดงความเท็จอวดอ้างตนให้เขาเชื่อถือ เช่น อวดอ้างตำราซึ่งไม่มีจริง
๒.  เปนผู้ปั้นความที่ไม่มีจริงขึ้นลวงให้คนเชื่อถือผิดๆ เช่น แต่งข้อความไม่มีมูลขึ้น
แล้ว อ้างว่าเก็บมาจากตำราชื่อนั้นชื่อนี้ ซึ่งไม่มีจริงบ้าง แซมเข้าไว้ในหนังสือที่ผู้อื่นแต่งบ้าง
๓. เปนผู้ทำลายความจริงซึ่งได้เปนไปแล้ว เช่น กล่าวเปิดเผยข้อความที่เปน 
ปฏิปักษ์แก่เหตุหรือข้อความซึ่งมีผู้กล่าวหรือแต่งไว้ในหนังสือซึ่งเปนจริงให้กลายเปนที่  สนเท่ห์
๔. เปนผู้รักษาหนังสือไม่ดี บันดาหนังสือที่นายกุหลาบมีอยู่ล้วนเปนของไม่คง
ตามเดิมทั้งนั้น
๕. เปนผู้เดาเอาง่ายๆ ซึ่งข้อความที่ตนไม่รู้ เช่น กล่าวถึงเรื่องสมเดจพระสังฆราช
สิ้นพระชนม์ เปนแต่เห็นพระสงฆ์ถือขวดน้ำไป ก็เดาว่าพระสงฆ์สรงพระศพต่อข้าราชการ
๖. เปนผู้เสิมข้อความที่เปนจริงให้มากไปกว่าเหตุ เช่น ข้อที่กล่าวว่าพระยาศรี
สุนทรโวหาร (ฟัก) แต่ครั้งยังบวชเปนพระศรีวิสุทธิวงษ์เปนพระกรรมวาจาจารย์ของสมเดจพระสังฆราชเมื่ออุปสมบทครั้งที่ ๒ ก็เปนความจริงที่รับรองกันอยู่ทั่วแล้ว แต่นายกุหลาบเสิมว่า มีในจดหมายเหตุโบราณ
๗. เปนผู้มักง่ายในการใช้ถ้อยคำสำนวน เช่น กรมหมื่นบวรรังสี สุริยพันธุ์  
เรียกเปน กรมหมื่นบวรรังษีสุพันธุวงส์ หาได้ไตร่ตรองให้ถ่องแท้ก่อนไม่
แลประวัติสมเดจพระสังฆราชทั้งสองฉบับนั้น เปนเรื่องประกอบด้วยโทษไม่ควรเปนที่เชื่อถือ ๓ ประการ ปนคละกันอยู่แทบทั้งนั้นไป คือ
๑. เท็จไม่มีมูลทีเดียว เช่น กล่าววงษ์เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เปนต้น
๒. เท็จปนจริง คือ เค้าความเท็จ แต่กึ่งความจริง เช่นกล่าววงษ์สมเดจ
พระสังฆราชโยงเข้าเปนเชื้อสายของเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เปนต้น


๓. จริงปนเท็จ คือ เค้าความจริง แต่กึ่งความเท็จ เช่น กล่าวเรื่องสมเดจ
พระสังฆราชแปลพระปริยัติธรรมได้ ๙ ประโยคแต่ครั้งยังเปนสามเณร ข้อนี้เปนความจริงที่รู้กันอยู่ แต่ข้อที่กล่าวว่า พระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลูบหลังเปนต้นนั้น เปนความเท็จ


นอกจากนี้ยังมีข้อที่กล่าวไม่สมต้นสมปลาย ซึ่งส่อความเท็จของผู้เรียบเรียงอีก เช่นกล่าวถึงเรื่องอาจารย์อ่อนพาสมเดจพระสังฆราชไปหาพระครูศีลปาโมกข์ แลถวายตัวแด่พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บางแห่งก็ว่าที่วัดบวรนิเวศวิหาร บางแห่งก็ว่าที่วัดราชาธิวาศ


แลเหตุชักนำให้นายกุหลาบกล้าลงทุนพิมพ์หนังสือนี้แลกล้านำทูลเกล้าฯ ถวายก็แลเห็นชัดอยู่ว่า ถ้าหนังสือนี้ได้แจกในงานพระเมรุก็ดี หรือแม้ไม่ได้แจกแต่เก็บเงียบอยู่ก็ดี หนังสือนี้ก็ได้ชื่อว่าได้รับความรับรองว่าเปนจริงหรือไม่ปรากฏว่าเปนเท็จ นายกุหลาบจะได้ถือเอาโอกาสอันนี้ไว้เปนชื่อเสียงของตน แล้วแลเปิดเผยเรื่องนั้นๆ อันประกอบด้วยโทษไม่ควรเชื่อฟังในหนังสือพิมพ์ลวงให้มหาชนเชื่อถือ เพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัว ดังการณ์ที่เปนมาแล้วในหนหลังแลยังกำลังเปนอยู่ในบัดนี้


เมื่อไต่สวนได้ความชัดฉะนี้แล้ว จึงพร้อมกันวินิจฉัยว่า ประวัติสมเดจพระสังฆราช ทั้งในสมุดพิมพ์ที่นายกุหลาบทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งในสยามประเภทเล่ม ๔ ตอนที่ ๑๐ นั้น ไม่ควรเปนที่เชื่อฟังของคนทั้งปวง มีข้อความพิสดารแจ้งในคำวินิจฉัยของกรรมการ พร้อมทั้งคำพยานแลรายงานสืบสวนที่ถวายมาพร้อมกันนี้ แลนายกุหลาบกล้าทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือแสดงเรื่องที่ตนรู้อยู่เต็มใจว่าประกอบไปด้วยความเท็จฉบับหนึ่ง แลจงใจกล่าวเท็จเปิดเผยในสยามประเภทฉบับนั้น แสดงอาการให้คนทั้งหลายเข้าใจไปว่า ตนได้ทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องที่พิมพ์ไว้ในนั้น ซึ่งประกอบด้วยความเท็จดุจกันอีกฉบับหนึ่งด้วย เช่นนี้ได้ชื่อว่าหมิ่นต่อพระบรมเดชานุภาพ เปนความผิดใหญ่ของนายกุหลาบอีกส่วนหนึ่ง ข้อนี้ต้องอาไศรยพระมหากรุณาเปนที่ตั้ง จะควรสถานไรสุดแต่จะทรงพระมหากรุณา


ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด ขอถวายพระพร


(ลงพระนาม) ขอถวายพระพร กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
(ลงพระนาม) ข้าพระพุทธเจ้า นเรศวรฤทธิ์
(ลงนาม) ข้าพระพุทธเจ้า พระยาศรีสุนทรโวหาร(๓)

 

 

(ฉบับที่ ๑๖๔)


                                                                            วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่ ๑๖๓         วันที่ ๒๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๙


ขอถวายพระพร


พอได้รับความในพระราชหัตถเลขาที่ ๙/๔๙๑ ก็ให้ไปตามเอามาอ่านเก็บเอาไปจากนี่เปนแท้ เมื่อกรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ซักนายกุหลาบจะให้อ้างออธอธิติในเรื่องเทียนฉันทะ นายกุหลาบโลเล อาตมภาพจึงว่าต่อหน้านายกุหลาบว่านายกุหลาบเดาเอาเช่นนั้นๆ จึงกล่าวถึงกรมขุนนรานุชิตว่าเข้าพระเมรุพระปิ่นเกล้า จำได้อยู่แลพูดต่อไปว่าถึงกรมหมื่นอุดมก็เหมือนกัน แรกที่จะได้พระนามกรมหมื่นอุดมก็เมื่อสิ้นพระชนม์ เมื่อมีผู้ไปกราบทูล  ทูลกระหม่อมกำลังเสดจอยู่ที่วังน่า แล้วก็เสดจกลับมาพระบรมมหาราชวัง นัยว่าจะเสดจพระราชทานน้ำสรงพระศพกรมหมื่นอุดม นายกุหลาบคงเก็บเอาคำที่พูดกับกรมหลวงนเรศรไปแต่งขึ้น แต่ถูกสกัดไว้แล้วจึงไม่กล้าออกเรื่องต้นเหตุพระศพเจ้าวังน่าได้
เข้าพระเมรุท้องสนามหลวง เรื่องเสดจลอดประตูช่องกุฏิก็คงเกิดขึ้นเพราะได้ยินเล่าเรื่องกรมหมื่นอุดมสิ้นพระชนม์ เรื่องพระรูปสมเดจพระสังฆราชวัดราชสิทธิก็เดาประจบเอาอีก


ขอพระราชทานพรรณนาลักษณโทษที่ไม่ควรเชื่อฟังของนายกุหลาบมาพลางมี ๗ ประการ
๑.  เปนผู้แสดงความเท็จอวดอ้างตนให้คนเชื่อถือ
๒. เปนผู้ปั้นความที่ไม่จริงขึ้นลวงให้คนเชื่อถือผิดๆ
๓. เปนผู้ทำลายความจริงซึ่งได้มีมาแล้ว
๔. เปนผู้รักษาหนังสือไม่ดี คงมีปลอมจนได้
๕. เปนผู้เดาประจบเอาง่ายๆ
๖. เปนผู้เสิมข้อความที่เปนจริงให้มากไปกว่าเหตุ
๗. เปนผู้มักง่ายในการใช้ถ้อยคำสำนวน
ลองตั้งเกณฑ์ไว้สำหรับวางบทปรับเท็จนายกุหลาบว่าจะต้องด้วยมาตราไหนของ


เรื่องต้นเหตุพระราชทานน้ำสรงพระศพเจ้าวังน่านั้น ต้องด้วยมาตรา ๕ เพราะไม่ตั้งใจจะกล่าวเท็จ เปนแต่เดาประจบด้วยเข้าใจว่าเปนอย่างนั้น เรื่องเสดจพระราชทานน้ำสรงพระศพกรมหมื่นอุดมนั้น ต้องด้วยมาตรา ๖ เมื่อพรรณนากึ่งลักษณะในตัวก็ได้เปนยอดข้างชั่วหลายประการ
๑. ยอดขี้ปด
๒. ยอดไม่มีอาย
๓. ยอดโง่
๔. ยอดไม่ตขิดตขวง
หวังว่าคำวินิจฉัยในเรื่องประวัติสมเดจพระสังฆราช จะอธิบายลักษณะของนาย
กุหลาบว่าเปนอย่างไรได้ชัดเจน
ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด ขอถวายพระพร
กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (๓)

ภายหลังสำนวนการไต่สวนนายกุหลาบกรณีปลอมแปลงพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สา) ถูกทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๕ ให้ทรงทราบแล้ว ก็ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยลงมาเป็นฉบับสุดท้าย ดังนี้

 

 (ฉบับที่ ๑๖๖)


                                                                        พลับพลาสวนดุสิต
ที่ ๕/๓๗      วันที่ ๙ เมษายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๐


ถึงกรรมการไต่สวนเรื่องประวัติสมเด็จพระสังฆราชที่นายกุหลาบแต่ง


ด้วยได้ส่งรายงานที่ได้ไต่สวนนายกุหลาบกับหนังสือต่างๆ ที่ประกอบกับรายงานมานั้น ได้ตรวจดูตลอดแล้ว เห็นว่ากรรมการได้ไต่สวนโดยความสอดส่องรอบคอบได้ความเลอียดชัดเจนดี เปนที่พอใจเปนอันมาก ขอขอบใจกรรมการที่ได้ทำการโดยความอุตสาหเปนอันมาก


สยามินทร(๓)

 

แต่ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ด้วยเห็นว่านายกุหลาบเป็นคนชรามีอายุมากแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ภาคทัณฑ์โทษจำคุกไว้ก่อน และได้ทรงห้ามมิให้ใครเชื่อถือเรื่องประวัติสมเด็จพระสังฆราชที่นายกุหลาบนำความเท็จมาพิมพ์เผยแพร่นั้น (๒)


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323082498&grpid=no&catid=&subcatid=


 

อีกด้านหนึ่งของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในมุมมองของราชสำนัก (4)

อีกด้านหนึ่งของ "ก.ศ.ร.กุหลาบ" ในมุมมองของราชสำนัก (4)

วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 17:11:16 น.

Share68













 ไกรฤกษ์ นานา 

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

 

ความผิดครั้งสุดท้าย

ส่งนายกุหลาบเข้า รพ.บ้า

แต่นายกุหลาบก็ยังไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและได้ปลอมแปลงประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้เขาเข้าปิ้งจนได้

ความผิดครั้งที่ ๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะนั้นนายกุหลาบมีอายุได้ ๗๒ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่หลาบจำต่อความผิดที่ได้กระทำมา เขาได้เขียนประวัติศาสตร์ฉบับพิสดารขึ้น แล้วตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามประเภท อ้างว่าในสมัยกรุงสุโขทัยมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระปิ่นเกษ มีพระราชโอรสทรงพระนามว่า พระจุลปิ่นเกษ รัชกาลที่ ๕ ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงกริ้ว ทรงตระหนักว่าเป็นการบังอาจแต่งพงศาวดารขึ้นเองโดยมีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเป็นการแปลงพระนามของพระองค์ไปเกี่ยวข้องกับการเสียบ้านเมือง(๕)

 

จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบสวนนายกุหลาบอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดก็พิสูจน์ว่ามีความผิดจริง เขาถูกจับส่งเข้าไปสงบสติอารมณ์ในโรงพยาบาลบ้าเสีย ๓๓ วัน แล้วจึงปล่อยตัวไป อนึ่ง ในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุว่านายกุหลาบถูกคุมขังอยู่ใน รพ.บ้า เพียง ๗ วัน แต่ คุณอเนก นาวิกมูล อ้างข้อมูลใหม่จากหลักฐานเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติว่าถูกคุมขังอยู่นานถึง ๓๓ วัน(๖)  และ(๘)

 

 

 

สรุป 

เป็นที่รู้กันทั่วไปในแวดวงนักเขียนและวงวรรณกรรมว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ เป็นนักวิชาการและนักเขียนอิสระผู้ทำให้หลักฐานอันแท้จริงทางประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนเสียหายไปมิใช่น้อยด้วยการสร้างหลักฐานเท็จ มีเจตนาดัดแปลงเพิ่มเติมข้อมูลต่างๆ ขึ้นจากเอกสารของทางราชการ แล้วพิมพ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นประโยชน์ในการสร้างผลกำไรทางธุรกิจให้ตนเอง

 

ถึงแม้ ก.ศ.ร.กุหลาบ จะเป็นคนใจกว้างและเปิดเผย จากการเปิดประเด็นความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งยังเป็นนักบุญพิมพ์หนังสือแจกเป็นวิทยาทานถึง ๒,๐๐๐ ฉบับ ถวายรัชกาลที่ ๕ แต่ในอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อต้องการยืนยันจุดยืนของตนเอง คือ ขี้โอ่ อวดดี และทะนงตัว แสดงถึงภาวะโรคจิตอ่อนๆ ที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นการที่ทางการลงโทษนายกุหลาบด้วยการส่งตัวไปสงบสติอารมณ์ใน รพ. คนเสียจริต (รพ.บ้า) ๓๓ วัน  ถือเป็นการลงโทษเชิงสัญลักษณ์ให้สำนึกผิดทั้งที่รู้ว่าไม่อาจรักษานายกุหลาบให้หายขาดจากความผิดปกติทางจิตได้ แต่เป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่าเขาเป็นบุคคลน่าเฝ้าระวัง

 

ข้อสังเกตที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับคดีนี้หากมองในแง่จิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ การที่นายกุหลาบรู้เรื่องราวทางโบราณคดีมากเกินไป และเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นของต้องห้าม อาจทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน จึงผุดความคิดที่จะประชดเจ้านายฝ่ายใน ประชดสังคม เลยประชดนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่า ด้วยการสร้างข้อคิดขึ้นมาใหม่โดยเบี่ยงเบนความจริง จะได้แหกกฎเกณฑ์อันล้าสมัยและงมงายของคนโบราณ

 

โชคดีที่วันนี้เรามีกระทรวงไอซีที มีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคุ้มครองนักประพันธ์ นักค้นคว้า และนักวิชาการให้มี

ลิขสิทธิ์ในผลงานที่ตนเองเป็นผู้สร้างสรรค์ริเริ่มขึ้นมาด้วยสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะโดยไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น แสดงว่ากฎหมายสมัยปัจจุบันก็ตระหนักถึงพิษภัยของพวกละเมิดลิขสิทธิ์ดังเช่นที่นายกุหลาบได้เริ่มต้นไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕

 

อย่างไรก็ดีสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของนายกุหลาบ  มีข้อพึงสังเกตว่าคดีของนายกุหลาบได้หมดอายุความไปนานกว่าร้อยปีแล้ว เราจึงไม่ควรหยิบยกทฤษฎีของนายกุหลาบมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยปัจจุบัน แล้วตัดสินกันเองว่านายกุหลาบทำไปด้วยความถูกต้องชอบธรรมแล้ว

 

นักประวัติศาสตร์ไม่ควรตัดสินความถูกผิดของคนในอดีตว่าเป็นอย่างไร  เรารู้แค่ไหนเราก็ควรบอกกล่าวแค่นั้น โดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ เพื่อมิให้กระทบกระเทือนประวัติศาสตร์ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว

 

รสนิยมแห่งการรักชาติต้องมี แต่ไม่ใช่ชาตินิยมอย่างขาดเหตุผล เราจะใช้เหตุผลของคนในยุคหนึ่งมาตัดสินคนในอีกยุคหนึ่งไม่ได้ และเราจะใช้กฎระเบียบของสังคมหนึ่งมาใช้กับอีกสังคมหนึ่งก็ไม่ได้ด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น เราไม่ควรตัดสินคนในประวัติศาสตร์ ไม่ควรคิดแทน ก.ศ.ร.กุหลาบ ว่าเขาคิดอย่างไร เพราะเราไม่รู้ข้อเท็จจริงและไม่มีหน้าที่ให้ความยุติธรรมหรือชี้แนะการตัดสินใจของบรรพบุรุษ แต่ควรศึกษาพฤติกรรมของท่านเหล่านั้นแล้วแยกแยะความชั่วดีออกจากกัน เพื่อใช้เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้า

 

หากมองสังคมไทยว่าเป็นสังคมแสวงหาผลกำไรก็ไม่ควรแสวงหากำไรแม้แต่กับประวัติศาสตร์ ไม่ควรใช้เรื่องราวของบุคคลในอดีตมาเชื่อมโยงกับเหตุผลทางการเมืองสมัยใหม่ เพื่อชี้นำสังคมจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่น่าเลียนแบบตามวัฒนธรรมเลียนแบบแบบ ไทยๆ เรื่องของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการยกอุทาหรณ์ที่ผิดกาละเทศะ และไม่ใช่แบบฉบับที่ดีไม่ว่ายุคใดสมัยใด

 

 

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ คุณเอนก นาวิกมูล ที่อนุญาตให้ใช้รูปภาพประกอบและข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ "เรื่องประหลาดเมืองไทย"

 

เอกสารประกอบการค้นคว้า

(๑) ธงชัย วินิจจะกูล. "ความผิดของ  ก.ศ.ร.กุหลาบ," ใน วารสารอ่าน. ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔).

(๒) นนทพร อยู่มั่งมี. พระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว). กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๔.

(๓) พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีไปมากับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, พิมพ์ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลตรงกับวันเสด็จสวรรคต ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๒.

(๔) สงวน อั้นคง. "วันครู," ใน สิ่งแรกในเมืองไทย . กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, ๒๕๑๔.

(๕) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. "หนังสือหอหลวง," ใน นิทานโบราณคดี . ๒๕๔๑.

(๖) สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๑ อักษร ก. ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๙.

(๗) เสลา เรขะรุจิ. ๑ ศตวรรษหนังสือพิมพ์ไทย. พระนคร : รวมสาส์น, ๒๕๑๐.

(๘) เอนก นาวิกมูล. "หนังสือประหลาดของ ก.ศ.ร.กุหลาบ," ใน เรื่องประหลาดเมืองไทย. กรุงเทพฯ : แสงแดด, ๒๕๓๘.

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323425617&grpid=no&catid=&subcatid=

Arab Spring ในตะวันออกกลาง : กรณีศึกษาซีเรีย (1)

 

Arab Spring ในตะวันออกกลาง : กรณีศึกษาซีเรีย (1)

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 23:23:21 น.

Share12

มุมมุสลิม
จรัญ มะลูลีม


ภูมิหลังของซีเรีย

ดินแดนโบราณของซีเรียนั้นแผ่ขยายออกไปทางตะวันออกของชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ทางเหนือเชื่อมกับเมโสโปเตเมียซึ่งเป็นเส้นทางการค้าคู่ไปกับแม่น้ำยูเฟรติสและหุบเขากาบูร 

ในอดีตซีเรียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแอสซีเรียน ซึ่งถูกโค่นโดยฮัมมูราบีแห่งบาบิโลน

จากนั้นอาณาจักรอซีเมนิดก็เข้ามาซีเรียและปาเลสไตน์ จนกระทั่งถูกพิชิตโดยอเล็กซานเดอร์ มหาราช ในปี 333 ก่อนคริสตกาล

จากนั้นซีเรียได้ตกไปอยู่ใต้วัฒนธรรมของกรีกและในปี 64 ก่อนคริสตกาล ซีเรียถูกทำให้เป็นจังหวัดหนึ่งของโรมัน

ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้มีการต่อสู้กันระหว่างอาณาจักรไบแซนทีนและเปอร์เซียโดยชัยชนะเป็นของเปอร์เซีย เมื่อกองทหารอาหรับปรากฏขึ้นมาทางหิยาซ ซึ่งปัจจุบันเป็นแคว้นหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย

ในศตวรรษที่ 7 อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ทั้งสองก็อ่อนแรงลง ซีเรีย อิรัก และทางเหนือของเมโสโปเตเมียถูกพิชิตอย่างรวดเร็ว ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ได้สถาปนากรุงดามัสกัสขึ้นเป็นเมืองหลวง แต่หลังจากการปฏิวัติของราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ใน ค.ศ.749 เมืองหลวงก็ถูกย้ายไปแบกแดด (บัฆดาด)

ในไม่ช้าก็มีราชวงศ์ต่างๆ เข้ามาปกครองซีเรียคือราชวงศ์ตูลูนิด (864-905) อิกฮ์ชีดิดส์ (935-69) และฟาฏิมียะฮ์ (969-1171) จากนั้นราชวงศ์เซลญูกก็เข้าครองดินแดน ส่วนราชวงศ์ฟาฏิมียะฮ์ก็ยังคงปกครองเมืองตามชายฝั่ง กลุ่มต่างๆ ของชีอะฮ์ และคริสเตียนได้ปกครองบริเวณที่ราบสูงของเลบานอนและซีเรีย จากสงครามครูเสดครั้งแรกใน ค.ศ.1099 เป็นต้นไป ชาวครูเสดได้สร้างอาณาเขตปกครองขึ้นตามชายฝั่ง เศาะลาฮุดดิน (สาลาดิน) ได้ปกครองซีเรียตั้งแต่ ค.ศ.1183 แต่หลังจากเขาได้เสียชีวิตลงราชวงศ์อัยยูบิยะฮ์ก็ได้ครองเมืองต่างๆ ของซีเรีย

จากตอนต้นของศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไปพวกมัมลูคของอียิปต์ และออตโตมานได้ต่อสู้กันเพื่อเข้าครองดินแดนอนาโตเลีย ในที่สุดสุลฏอนหรือสุลต่านสะลีมแห่งออตโตมานก็เข้ารุกรานซีเรียใน ค.ศ.1516

การปกครองของออตโตมานยังคงอยู่ในซีเรียต่อไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งออตโตมานพ่ายแพ้ต่อกองทหารของพันธมิตร อมีรไฟซ้อลของมักกะฮ์ได้เข้าสู่ดามัสกัสในเดือนตุลาคม 1918 รัฐที่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝรั่งเศสอย่างซีเรียไม่พอใจการปกครองของฝรั่งเศส จนนำไปสู่การลุกฮือใน ค.ศ.1925-1927

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสกับซีเรียสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้ใน ค.ศ.1936 และ 1939 นำไปสู่การได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ของซีเรียใน ค.ศ.1946



ซีเรียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2



15 ปีแรกหลังจากได้รับเอกราช ซีเรียมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่ไม่อาจปกครองให้สงบได้ และชุลมุนวุ่นวายที่สุดในแถบนี้ เฉพาะ ค.ศ.1949 ปีเดียวมีการรัฐประหารถึง 3 ครั้ง

ยังคงมีชาวซีเรียที่มีทรรศนะว่าดินแดนของซีเรีย คือมหาอำนาจซีเรีย (Greater Syria) ซึ่งประกอบไปด้วยเลบานอน จอร์แดน และปาเลสไตน์ ตลอดทศวรรษ 1950 อียิปต์และอิรักได้แข่งขันกันอย่างหนักเพื่อจะนำซีเรียเข้ามาอยู่ในอิทธิพลของตน มีการสนับสนุนฝ่ายต่างๆ ที่เป็นศัตรูกันในประเทศ

สงครามเย็นได้แผ่เข้ามาในดินแดนนี้ในทศวรรษ 1950 ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างลึกซึ้ง

ความเป็นกลางของซีเรียและการซื้ออาวุธจากค่ายตะวันออกก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากสหรัฐอเมริกา และก่อให้เกิดการเข้ามายุ่งเกี่ยวจากภายนอกจนในที่สุดซีเรียก็แตกสลายจากการต่อสู้เพื่อแย่งอำนาจกัน

เป็นผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างนิกาย ชนชั้นและช่องแยกทางอุดมการณ์ภายในประเทศ

ที่สำคัญคือระหว่างผู้มีที่ดินและผู้นำทางการค้าพาณิชย์ในเมือง ชนชั้นที่เติบโตกว่าก็เห็นความจำเป็นของการปฏิรูปและการทำให้ทันสมัย

ลัทธิผนึกกำลังอาหรับ (Pan-Arab) ฝ่ายซ้าย ฝ่ายนิยมทางโลก (เช็กคิวล่าร์) และพรรคสังคมนิยมบาธ (Baath) เป็นองค์กรที่จัดการได้ดีที่สุดและมีพลังมากที่สุดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนายทหาร ชนกลุ่มน้อยและชาวนา



การเมือง

การรวมกับอียิปต์ 

อันเนื่องมาจากปัญหาความรุนแรงภายใน การรวมกับอียิปต์ใน ค.ศ.1958 ซึ่งพรรคบาธเป็นตัวจักรอยู่นี้ดูเหมือนจะเป็นทางแก้ทางเดียว ซึ่งซีเรียก็สมัครใจที่จะหยุดตัวเองลง อย่างไรก็ตาม การรวมกับอียิปต์ไม่อาจสนองตอบความคาดหวังได้ ในไม่ช้าการควบคุมโดยอียิปต์และการปกครองที่ผิดพลาดของอียิปต์ก็ก่อให้เกิดความโกรธแค้นของชาวซีเรียตามมา

การปฏิรูปแบบสังคมนิยม แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหลายกลุ่ม แต่ก็ก่อให้เกิดการต่อต้านจากชนชั้นธุรกิจของซีเรีย

ใน ค.ศ.1961 ซีเรียจึงถอนตัวออกมาจากสาธารณรัฐอาหรับ (United Arab Republic) หลังจากได้เกิดการรัฐประหารซึ่งฟื้นฟูอำนาจดั้งเดิมกลับมาอีกครั้ง



พรรคบาธและสถานภาพทางการเมืองของซีเรีย

พรรคบาธ (Baath) ได้ขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ.1963 เมื่อมีการรัฐประหารนำโดยทหาร และนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การปฏิรูปที่ดินและการทำให้หน่วยสำคัญทางเศรษฐกิจมาเป็นของรัฐ ทำให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงด้านการกระจายความมั่งคั่ง และทำให้ชนชั้นปกครองเก่าไม่อาจท้าทายต่อแบบแผนใหม่นี้ได้

ฝ่ายชีอะฮ์อะลาวีและชนกลุ่มน้อยเข้าไปมีอำนาจกันมากมายจนทำให้ชาวซุนนีจากดามัสกัสและอเล็ปโปซึ่งผูกขาดอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอดเกิดความไม่พอใจต่อผู้ที่เข้ามามีอำนาจใหม่อย่างมาก

ในเวลาไม่นานนักพรรคการเมืองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จพรรคเดียวก็ถือกำเนิดขึ้นโดยอำนาจที่แท้จริงอยู่กับทหาร



ภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ 

ภูมิประเทศของซีเรียแตกต่างกันไป ทางตอนเหนือมีภูเขามาก ที่สูงทีสุดของประเทศคือ ภูเขาเฮอร์มอน ที่มีความสูง 2,814 เมตร ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนดินแดนที่เหลือของประเทศตะวันออกของภูเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยที่ราบ ซึ่งโดยทั่วไปจะสูงกว่าระดับน้ำทะเล 300 ถึง 800 เมตร

ชายฝั่งของซีเรียมีอากาศอุ่นพอสบาย แต่มีอากาศชื้นในหน้าร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอากาศชื้นซึ่งนำลมมาจากตะวันตก ซึ่งทำให้มีฝนตกหนักระหว่างเดือนพฤศจิกายน และมีนาคม

ทางเหนือของซีเรียติดกับตุรกี ทางใต้ติดกับอิสราเอลและจอร์แดน ทางตะวันตกติดกับเลบานอน ส่วนทางตะวันออกติดกับอิรัก

เป็นศูนย์กลางการเดินเรือแห่งตะวันออกกลางอันเป็นที่ติดต่อระหว่างประเทศในแถบตะวันออกกลางที่สำคัญมาก



ประชาชน 

ซีเรียมีประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว ชาวซีเรียร้อยละ 48 มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ตัวเมืองได้ขยายเป็นอันมากเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชาชน และการอพยพของประชาชนจากชนบท

ตามประวัติศาสตร์แล้วซีเรียเป็นดินแดนยุทธศาสตร์ ติดต่อระหว่างยุโรปเอเชียและแอฟริกา

กองทัพอาหรับได้นำเอาศาสนาอิสลามเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ในศตวรรษที่ 7 จากนั้นซีเรียก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปถือศาสนาอิสลามและรับเอาภาษาอาหรับมาใช้

ร้อยละ 85-90 ของประชาชนซีเรียใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาแรก

ชาวคูร์ดเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีมากที่สุด คือมีอยู่ร้อยละ 9 ของประชาชนทั้งหมด

ภาษาของชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ใช้ก็มีอาร์เมเนี่ยน (ร้อยละ 2-3) เตอร์โกมาน และเซอร์คาสเซี่ยนส์


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324808630&grpid=no&catid=&subcatid=

"ความเป็นอนิจจังของสังคม" อนุสติส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 

"ความเป็นอนิจจังของสังคม" อนุสติส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:45:00 น.

Share




โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ 

"ความเป็นอนิจจังของสังคม" อนุสติส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แด่ Hyper Royalists และชนชั้นกลางวัฒนธรรม


อ่านที่จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนไว้ใน "โฉมหน้าศักดินาไทย" ตอนหนึ่งว่า


การศึกษาของศักดินาเป็นการศึกษาที่สอนให้คน "ยอมรับ" (accept) กล่าวคือ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ศิษย์คิดเสียก่อน เมื่อเห็นจริงแล้วจึงเชื่อ หากสอนให้เชื่อโดยไม่ต้องคิด ทั้งนี้เพื่อปิดทางความคิดริเริ่มทั้งปวงอันจะนำไปสู่ความหายนะแห่งชนชั้นศักดินา


...แต่เล่ห์เหลี่ยมและความจัดเจนของศักดินาที่สั่งสมมานับพันๆ ปี มีสูงกว่าชนชั้นกลาง และประกอบกับชนชั้นกลางมีท่าทีประนีประนอม ศักดินาจึงสามารถแทรกแซงเข้าไปในสถาบันการศึกษาของชนชั้นกลางได้อย่างลอยชาย ศักดินาซากเดนยังคงกำเอาหลักสูตรและการหันเหจุดหมายปลายทางแห่งการศึกษาไว้ได้ในกำมือ วิชาประวัติศาสตร์ก็ยังคงตกอยู่ในกำมือและในอิทธิพลของชนชั้นศักดินาต่อไป (หน้า 65-66)


จนบัดนี้การศึกษาไทยยังคงเป็นการสอนให้ "ยอมรับ" อยู่เหมือนเดิม "ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" ก็ยังมีท่าทีประนีประนอมกับศักดินาอยู่เหมือนเดิม หรืออาจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเมื่อมองจากปรากฏการณ์ของ "ลัทธิ เจ้านิยมล้นเกิน" (Hyper Royalism) ที่มีพวก Hyper Royalists ออกมาตั้งคำถามกับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์เหมือนท่องตามกันมาว่า "คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า" หรือ "เห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม ไม่เสมอภาค ก็ออกจากประเทศไทยไปเลย ไปอยู่ต่างประเทศได้เลย"


แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ ที่พูดถึง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ข้างล่างนี้ บรรดา Hyper Royalists ควรนำมาเป็น "ข้อคิด" ทบทวนพฤติกรรมของตนเองเท่าที่เป็นมาในปีนี้บ้าง คือ


ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่นั้น เราอาจเห็นในบางสังคมว่าระบบเก่าที่สลายไปแล้วได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกทั้งระบบ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ดูประหนึ่งว่าระบบเก่า หรือส่วนของระบบเก่าจะวกกลับมาตั้งมั่นอยู่ต่อไป และคล้ายกับเป็นวิถีที่แย้งกฎแห่งอนิจจัง


แต่สิ่งลวงตาเช่นนั้นเป็นสิ่งชั่วคราว ตามวิถีแห่งการปะทะในระยะหัวต่อหัวเลี้ยว ทั้งนี้ก็เพราะระบบเก่ายังคงมีพลังตกค้างอยู่ จึงดิ้นรนตามกฎที่ว่า "สิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ" ...แต่ในที่สุดพลังเก่าพร้อมทั้งระบบก็หลีกเลี่ยงไปไม่พ้นจากกฎแห่งอนิจจัง และระบบใหม่ที่ได้ชัยชนะนั้น ก็ดำเนินไปตามกฎอันเดียวกัน โดยมีระบบที่ใหม่ยิ่งกว่ารับช่วงเป็นทอดๆ ต่อไป ดังที่ปรากฏตามรูปธรรมของมนุษยสังคมมากหลายในสกลโลก (หน้า 32-33)


การเบียดเบียนกันและข่มเหงกันย่อมไม่คงอยู่กับที่ คือจะต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด โดยการต่อสู้ของสมาชิกส่วนมากแห่งสังคม ซึ่งอาจเป็นวิธีสันติเช่นในปัจจุบัน คือ "วิธีรัฐสภาชนิดประชาธิปไตยสมบูรณ์" สังคมก็จะได้กำจัดการเบียดเบียนให้หมดไปในทางปริมาณทีละน้อยๆ ถ้าสมาชิกในสังคมมีทางประนีประนอมกันได้ ในที่สุดสมาชิกส่วนมากของสังคมก็จะต้องได้ชัยชนะ เพราะประชาธิปไตยย่อมถือเอาเสียงข้างมาก (หน้า 85)


สำหรับพวก Hyper Royalists ในบ้านเราส่วนใหญ่นั้นมักอ้างธรรมะอ้างพุทธศาสนาเพื่อรับรองการปกป้อง "ระบบเก่า" ของพวกตนว่าถูกต้องชอบธรรม ในแง่ว่าพวกตนกตัญญูรู้คุณสถาบันและประณามฝ่ายที่คิดต่างว่าอกตัญญูเป็นต้น ผมอยากชวนให้ทบทวนอย่างน้อย 2 ประการ ต่อไปนี้


1. พุทธศาสนาสอน "หลักกาลามสูตร" ซึ่งเป็นหลักเสรีภาพทางความคิดที่เรียกร้องให้เราตั้งข้อสงสัยต่อข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็นจากทุกแหล่งที่มา ตั้งแต่เรื่องเล่า ตำรา การคาดเดา ระบบตรรกะนิรนัย/อุปนัย กระทั่งครูที่เราเคารพ ซึ่งหมายความว่า ตามหลักการของพุทธศาสนานั้น นอกจาก "ไม่มีการบังคับความเชื่อ" แล้ว ยังเรียกร้องให้เราตั้งข้อสงสัยต่อทุกแหล่งความรู้อีกด้วย ฉะนั้นจึงเป็นหลักการที่ให้ "เสรีภาพทางความคิด" อย่างยิ่ง


เมื่อพิจารณาระบบการศึกษาแบบครอบงำทางความคิดตามที่จิตรเขียนไว้ ซึ่งยังดำรงอยู่ในยุคปัจจุบัน ย่อมเป็นระบบการศึกษาที่ขัดแย้งกับหลักกาลามสูตรอย่างสิ้นเชิง และยิ่งสังคมนี้มีกฎหมายที่ปิดกั้น free speech ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักกาลามสูตรอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากประชาชนไม่มีสิทธิสงสัย และวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ ในสิ่งที่พวกเขาควรมีสิทธิสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ


ฉะนั้น Hyper Royalists ที่มักอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนาจะยอมให้มีกฎหมายที่ขัดต่อหลักการสำคัญของพุทธศาสนา คือหลักเสรีภาพทางความคิดและการแสวงหาความจริงได้อย่างไร เพราะการที่หลักกาลามสูตรเรียกร้องให้เราสงสัยทุกแหล่งความรู้ก็เพื่อให้เราตรวจสอบทุกแหล่งความรู้เพื่อให้สามารถค้นพบ "ความจริงที่เชื่อถือได้" มากที่สุดนั่นเอง


หลักกาลามสูตรจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแสวงหา "ความจริง" ในบรรยากาศของการมีเสรีภาพ หากชาวพุทธ Hyper Royalists ที่ชอบอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนามีความเชื่อ หรือศรัทธาในสิ่งที่พวกตนกล่าวอ้างจริง การออกมาปฏิเสธ กล่าวหา ใส่ร้าย ประณามฝ่ายที่เรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิก ม.112 ว่าล้มเจ้าและอื่นๆ ย่อมเท่ากับปฏิเสธหลักธรรมะ หรือหลักการของพุทธศาสนาที่พวกตนชอบกล่าวอ้างนั่นเอง เพราะข้อเรียกร้องของฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไขหรือยกเลิก ม.112 (เป็นต้น) คือข้อเรียกร้องให้สังคมนี้มีเสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพในการแสวงหาความจริงนั่นเอง


2. ที่สำคัญคือ พุทธศาสนาสอนหลักอนิจจังว่า "สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่" และ "ความเป็นอนิจจังทางสังคม" ย่อมเป็นไปตามที่ปรีดีเขียนไว้ การขัดขวางความเปลี่ยนแปลงย่อมไม่อาจสำเร็จได้ รัฐประหาร 19 กันยา และการสลายการชุมนุมปี 2553 คือตัวอย่างของความรุนแรงและความล้มเหลวของการต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศที่คล้อยตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งให้คุณค่าสูงต่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย


เมื่อคนจำนวนมากตาสว่างแล้ว เราจะปิดตาให้เขาลืมสิ่งที่เขาได้มองเห็นแล้วได้อย่างไร เมื่อเขาเห็นชัดแจ้งแล้วว่าอะไรคือปัญหา จะปิดปากไม่ให้เขาพูดถึง "ความจริงของปัญหา" เพื่อหาทางแก้ให้ถูกจุดได้อย่างไร


มีแต่วิถีทางประชาธิปไตยคือ วิธีสันติเช่นในปัจจุบัน คือ "วิธีรัฐสภาชนิดประชาธิปไตยสมบูรณ์" ตามที่ปรีดีเสนอไว้เท่านั้น จึงจะเป็นทางออกที่ไม่รุนแรงนองเลือด และเป็นประโยชน์ทั้งแก่สถาบันเก่าแก่ และประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง


สำหรับ "ชนชั้นกลางวัฒนธรรม" ผมขอฝากข้อเขียนของปรีดี (ในหนังสือเล่มเดียวกัน) เป็นการสรุปท้าย ดังนี้


…มีบุคคลซึ่งดูเหมือนจะเป็นวรรณะใหม่ แต่ไม่เข้าใจกฎแห่งอนิจจัง โดยถือว่า "สภาวะเก่าเป็นของถาวร" และไม่พอใจในความพัฒนาของสภาวะใหม่ที่ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ บุคคลจำพวกนี้อาจไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขของวรรณะเก่า แต่บำเพ็ญตนเป็นสมุนของพลังเก่า ยิ่งกว่าบุคคลแห่งอันดับสูงของวรรณะเก่า...ฉะนั้น จึงดำเนินการโต้กฎธรรมชาติและกฎแห่งอนิจจัง ดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลอง...แต่อย่างไรก็ตาม การดึงให้สังคมถอยหลังก็เป็นเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดกฎแห่งอนิจจังก็ต้องประจักษ์ขึ้น (หน้า 34)


บังเอิญว่าข้อเขียนของจิตรและปรีดี ตามที่ยกมา ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2500 เช่นเดียวกัน จนบัดนี้กว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังคงเหมาะกับยุคปัจจุบันที่ควรนำมาเป็น "อนุสติ" ส่งท้ายปีเก่า 2554 เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในปีใหม่ 2555 ได้เป็นอย่างดี


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325331177&grpid=no&catid=02&subcatid=0207