วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แม่ชีเป็นฆราวาสหรือนักบวช

 

ดร.พระมหาโชว์   ทัสสนีโย
รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

           แม่ชีหรืออุบาสิกา เป็นผู้หญิงที่เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมทางด้านพระพุทธศาสนา ตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน มีความใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา สละออกจากเรือนสังกัดอยู่ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ช่วยงานพระพุทธศาสนานานัปการ แต่สังคมหรือแม้แต่ตัวของแม่ชีเองก็ยังมีความสับสนกับสถานะของแม่ชีหรืออุบาสิกาในประเทศไทยจนหาข้อสรุปไม่ได้ มีความเห็นที่หลากหลายว่าแม่ชีเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส ซึ่งในความเห็นเหล่านี้มีทั้งในวงการพระพุทธศาสนาและนอกวงการพระพุทธศาสนาวิพากษ์ไปคนละทิศคนละทางในบรรดากลุ่มเหล่านั้นคือ

          กลุ่มที่เห็นว่าแม่ชีเป็นอุบาสิกาหรือฆราวาส

           ในกลุ่มเหล่านี้ประกอบด้วย กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (เดิม)  กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุขไม่ถือว่าแม่ชีเป็นนักบวช ถือเป็นเพียงอุบาสิกาคือฆราวาสเท่านั้น  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ไม่ได้รับการสงเคราะห์ ส่งเสริม ดูแลในฐานะนักบวชเหมือนพระสงฆ์หรือสามเณร การเดินทางจะขึ้นโดยสารรถเมล์ไม่ต้องเสียเงินหรือถ้าเสียก็อาจจะได้สิทธิ์เสียครึ่งหนึ่ง ค่ารักษาพยาบาลก็ได้รับการลดหย่อนเป็นต้น และจุดสำคัญตามมติของมหาเถรสมาคมครั้งที่ ๒๘/๒๕๒๕  ความว่า แม่ชีเป็นเพียงอุบาสิกาคือฆราวาสเท่านั้นไม่ถือว่าเป็นนักบวช 

           กลุ่มที่เห็นว่าแม่ชีเป็นนักบวช 

           ๑.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๒๕ เสนอคำนิยามของ "ชี" ไว้ว่า "ชี" น. นักบวช  

              เช่นชีปะขาว เรียกหญิงที่นุ่งขาว ห่มขาว โกนคิ้ว โกนผม ถือศีลว่า แม่ชี"        
           ๒.กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย  ถือว่าแม่ชีเป็นนักบวชประเภทหนึ่งตามกฎหมาย ดังนั้น   

              นักบวชจึงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง 
           ๓.คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แม่ชีเป็นนักบวช ดังปรากฏในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ นร.๐๖๐๑/๔๕๐ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๒๒ ความว่า  "ชี"หมายถึง หญิงที่นุ่งห่มขาว โกนคิ้วโกนผมและถือศีล มีความหมายรวมอยู่ในคำว่า "นักบวช" ตามมาตรา ๙๓ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๑" และปรากฏในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ นร.๐๖๐๑/๒๔๘ ลงวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ความว่า "ชี" ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(พ.ศ.๒๕๔๐)มีความหมายอยู่ในคำว่า"นักบวช"ด้วย
           ๔.ในรัฐธรรมนูญฉบับราชอาณาจักรไทย ๒๕๕๐ ใน มาตรา ๑๐๖ ได้กล่าวถึงบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีลักษณะดังนี้คือ ๑) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ๒) เป็นภิกษุสามเณร และนักบวชหรือ นักพรต ๓) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ๔) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการตอกย้ำความสับสนในสถานะของแม่ชีที่ถูกกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมัดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ยากที่จะแก้ปมความสับสนนั้นได้

           ความสับสนในสถานภาพแม่ชี

           เรื่องเดียวกันแต่ตีความไปคนละทิศ ในองค์กรของรัฐที่ตีความสถานะแม่ชีเป็น "นักบวช" มีหลายองค์กรเช่น การบัญญัติศัพท์เรียกใช้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕ ก็บัญญัติสถานะของแม่ชีว่าเป็นนักบวชก็ถือว่าไม่ถูกต้อง คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความหลายครั้งก็ตีความตามพจนานุกรมให้แม่ชีมีสถานะเป็นนักบวชก็ไม่ถูกต้อง และซ้ำร้ายกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตรา ๑๐๖ ในกลุ่มบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้เลือกตั้งก็ตีความสถานะแม่ชีให้อยู่ในกลุ่มนักบวชก็ไม่ถูกต้อง กลับผิดตามกันอย่างต่อเนื่องอย่างที่ไม่น่าให้อภัย ไม่มีการสอบถามคณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุดในประเทศว่าข้อเท็จจริงนั้นคืออะไรจะได้บัญญัติและใช้ได้อย่างถูกต้อง

           ในกลุ่มองค์กรรัฐที่ตีความสถานะแม่ชีว่าเป็น "ฆราวาส" คือ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข องค์กรเหล่านี้ตีความสถานะแม่ชีว่าเป็นฆราวาส ไม่ต้องมีการบริการความสะดวกเหมือนนักบวชทั่วไปที่เป็นพระสงฆ์สามเณรในทางพระพุทธศาสนา ศึกษาเล่าเรียนก็ต้องเสียค่าเล่าเรียนเหมือนประชาชนธรรมดาทั่วไป เดินทางโดยรถไฟ รถยนต์ก็เสียค่าเดินทาง โดยไม่มีการให้สิทธิ์ลดครึ่งราคา หรือบริการความสะดวกเหมือนนักบวชทั่วไป  รักษาพยาบาลก็เสียค่าพยาบาลเต็มราคา ไม่มีสิทธิในฐานะนักบวชแต่ประการใด

           ในปัจจุบันนี้มีความสับสนในสถานภาพของแม่ชีในทำนองนี้ ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพราะไม่มีทางบรรจบกัน ไม่มีการประสานเพื่อแก้ปัญหาอย่างแท้จริง กลุ่มที่พอจะมีหน้าที่บ้างก็กลับไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง หรือกลุ่มองค์กรพอจะมีโอกาสได้ดำเนินการบ้างก็ไม่ปรึกษาหารือหน่วยงานที่ดูแลแม่ชีโดยตรง ทำไปเฉพาะลำพังของตนเองโดยคิดว่าตนทำถูกต้องแล้ว ตัดสินใจเองตีความเอง  พวกองค์เหล่านี้คือกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข ที่ตีความว่าแม่ชีเป็น "ฆราวาส" จัดการวิเคราะห์เองตัดสิทธิของแม่ชีเอง โดยไม่ประสานงานกับหน่วยงานอื่นเช่น ราชบัณฑิตยสถานที่จัดทำพจนานุกรม คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตีความสถานะแม่ชีไปเรียบร้อยแล้วไปอีกทาง และไม่ประสานสภาผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่ตรากฎหมายไปอีกทาง

            ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงไทยจำนวนมิใช่น้อย จำนวนประมาณ  ๔๕,๐๐๐ คน อาศัยอยู่ตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ  แม่ชีเป็นภูมิปัญญาของคนไทยสมัยโบราณที่เปิดโอกาสให้แก่ผู้หญิงได้เข้ามามีส่วนร่วมกิจกรรมทางศาสนามากยิ่งขึ้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าคนไทยยุคปัจจุบันไม่ได้พัฒนาการสานต่อเรื่องสิทธิและโอกาสให้แก่แม่ชีอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้บิณฑบาต,ไม่ได้บังสุกุลเหมือนพระสงฆ์ ไม่มีรายได้อื่นใด ไม่มีงบสนับสนุนจากรัฐบาล และองค์กรใด แต่แม่ชีหรืออุบาสิกาได้ทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาด้วยการ เป็นครูสอนธรรมบ้าง อบรมเด็กและเยาวชนบ้าง ช่วยเผยแผ่ธรรม ช่วยดูแลความสะอาดวัดวาอารามต่าง ๆ ตลอดจนงานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายประการ

           ถ้าแม่ชีมีสถานะเป็นฆราวาสเหมือนอย่างที่ กรมการศาสนา กระทรวงคมนาคม กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุขตีความ ก็ควรจะมีสิทธิในการเลือกตั้งได้ แต่เมื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งห้ามว่าเลือกตั้งไม่ได้เพราะแม่ชีเป็นนักบวช เมื่อเข้าใจว่าเป็นนักบวช ตามพจนานุกรม,ตามกฤษฎีกา,และสภาผู้แทนราษฎรตีความก็สามารถใช้สิทธิของนักบวชได้ กล่าวคือเวลาเดินทาง เวลาไปรักษาสุขภาพ หรือแม้แต่เดินทางต่างประเทศ แต่ก็กลับไม่ได้รับสิทธิของนักบวชอย่างที่ว่านั้น โดยกลุ่มนี้กลับตีความสถานะของแม่ชีไปอีกว่าแม่ชี "เป็นฆราวาส" จะใช้สิทธิ์ของการเป็นนักบวชไม่ได้ ซึม..

           รัฐบาล คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน จึงควรลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลแม่ชีหรืออุบาสิกากันอย่างแท้จริง ถ้าไม่ใช่นักบวชจะมีวิธีช่วยสนับสนุนส่งเสริมอย่างไร ถ้าตีความว่าเป็นนักบวชจะมีวิธีการช่วยสนับสนุนส่งเสริมอย่างไร ไม่ใช่ให้มีหน้าที่ล้างจาน ปัดกวาดวิหารลานเจดีย์ ทำกับข้าว ฯลฯ ในวัดอย่างไร้ยถากรรม ไม่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่อย่างที่เป็น

http://newweb.bpct.org/content/view/497/33/

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เสียงของระฆังใหญ่ในงานภาวนา

Sopana Sim OJ เสียงของระฆังใหญ่ในงานภาวนา ยังส่งเสียงติดอยู่ในใจ 
ส่วนท่านที่สนใจ สามารถดาวน์โหลด ตัวอย่างเสียงได้จากหน้าแรกของเว็บ 
 

thaiplumvillage
Joomla! - the dynamic portal engine and content management system



ตามรอยท่านติชนัทฮันห์ – ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติแห่งยุค ร.ศ. น.พ. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ขอเชิญเบิกบานกับบทความของท่านอาจารย์หมอ สุรเกียรติ อาชานานุภาพค่ะ 
บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๕๕

ตามรอยท่านติชนัทฮันห์ – ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติแห่งยุค
ร.ศ. น.พ. สุรเกียรติ อาชานานุภาพ 

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที
่ผ่านมาผมได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง "กลไกทางสมองกับการปฏิบัติธรรม" ที่ 
"ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ" อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เจ้าภาพ คือ สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ซึ่งได้จัดประชุมฝึกอบรมพัฒนาวุฒิภาวะสำหรับบุคลากรของสปสช. และผู้ปฏิบัติงานขององค์การเครือข่ายด้านสาธารณสุข ประมาณ๑๕๐ คนในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อว่า "ภาวนาวิถีหมู่บ้านพลัม : สร้างสุขภาวะด้วยลมหายใจและรอยยิ้ม"

ผมมีโอกาสพักแรมและร่วมกิจกรรมบางส่วนกับผู้ที่มาฝึกปฏิบัติ ครั้งนี้ มีนักบวช 
(ภิกษุ ภิกษุณี มีทั้งชาวไทย เวียดนาม และฝรั่ง)แห่งหมู่บ้านพลัมในเมืองไทย ๓๐ – ๔๐ ท่าน 
และธรรมาจารย์จากหมู่บ้านพลัมที่ต่างแดนมาร่วมปฏิบัติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย

ท่านหลวงปู่นัทฮันห์ ( คนทั่วไป เรียกว่า "ติช นัท ฮันห์" ) ปรมาจารย์นิกายเซนชาวเวียดนาม
ซึ่งอพยพไปอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ในช่วงสงครามเวียดนาม และตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นที่นั่น เรียกว่า"หมู่บ้านพลัม" 
ท่านได้นำการปฏิบัติ บรรยาย และเขียนหนังสือ เผยแพร่แนวทางพัฒนาจิตหรือสร้างสุขภายในโดยการเจริญสติ (ดำรงความรู้สึกตัว)อยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน คือ มีสติรู้ตัวอยู่กับการทำกิจกรรมทุกอย่างตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน กินอาหาร ดื่มน้ำ ล้างจาน ซักผ้า รีดผ้า กวาดบ้าน ขับรถ เป็นต้น มาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ 

วิธีนี้ตรงกับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในซีกโลกตะวันตก
ที่ไม่คุ้นกับคำสอนทางพุทธศาสนามาก่อน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น "ปรมาจารย์แห่งการเจริญสติของโลก" 
ท่านได้เดินทางไปสอนยังประเทศต่างๆ และเคยมาสอนที่เมืองไทยอยู่เรื่อยมา ปัจจุบันได้ขยาย "หมู่บ้านพลัม"
ไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งในบ้านเรา 

ผมอ่านหนังสือเล่มแรกของท่าน ชื่อ "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ (The Miracle of Being Awake)" และได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติกับตัวเองมากว่า ๓๐ ปี นับแต่นั้นมาก็ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้แจกกัลยาณมิตรผู้สนใจทั้งไทยและเทศอยู่เรื่อยมา และก็ได้ติดตามอ่านข้อเขียนข้อคิดของท่านมาโดยตลอด ที่ผ่านมามีกัลยาณมิตรหลายท่านชวนให้เข้าฝึกปฏิบัติ แต่ก็ไม่สะดวกเข้าร่วมสักครั้ง คราวนี้ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้สัมผัสและเรียนรู้ 

ผมได้ร่วมปฏิบัติการเจริญสติผ่านกิจกรรม เช่น ร่วมวงกินอาหารกับฆราวาสและนักบวชอย่างเงียบ (ไม่คุย) ก่อนเปิบข้าว ก็ตั้งสติระลึกถึงบุญคุณของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำอาหารให้เรากิน (เช่น เกษตรกรผู้ผลิตอาหาร แม่ครัวผู้เตรียมอาหาร) เมื่อเริ่มเปิบข้าวก็ตั้งสติตักอาหารอย่างสำรวม เคี้ยวอาหารแต่ละคำอย่างช้าๆ (คำละ ๓๐ - ๕๐ ครั้ง) เมื่อกินเสร็จก็นำจานไปล้างในที่ๆเตรียมไว้ โดยฝีกการมีสติรู้ตัวอยู่ที่การล้างจาน

เช้ามืดวันหนึ่งได้ร่วมนั่งสมาธิในห้องประชุมนานเป็นชั่วโมง ฝึกตามรู้ลมหายใจเข้า - หายใจออก หลังจากนั้นมีการภาวนาบทสวดภาษาไทยที่ตอกย้ำให้คิดดี – ทำดี โดยมีการตีระฆังพัก (ให้ตี่นตัว)เป็นระยะๆ
หลังจากนั้น ธรรมมาจารย์หญิงท่านหนึ่งก็นำเราเดินเป็นทิวแถวไปตามทางที่ขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ เป็นการเดินเจริญสติ ก้าวไปทีละก้าวช้าๆ อย่างรู้ตัวกับจังหวะเท้าที่ก้าว โดยไม่ต้องบริกรรมใดๆ ทั้งสิ้น บางครั้งก็หยุดยืนชมวิวธรรมชาติที่อยู่เบื้องล่าง เมื่อขึ้นถึงยอดเนิน ก็พัก แล้วทำกายบริหารด้วยการเคลื่อนไหวท่าต่างๆ พร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้า – ออก ตามจังหวะ คล้ายการฝึกชี่กง เป็นท่ากายบริหารที่นักบวชแห่งหมู่บ้านพลัมใช้ปฏิบัติกัน (เน้นบริหารจิตควบคู่กับบริหารกาย)

ข้อน่าสังเกต คือ บรรยากาศของการอยู่ร่วมกันค่อนข้างผ่อนคลาย ในการประชุม แม้จะเงียบสงบ แต่ก็สามารถพูดคุยกันเบาๆ ยิ้มและหัวเราะได้ หรือลุกขึ้นถ่ายภาพได้ บางครั้งระหว่างพัก ก็มีการร้องเพลงธรรมของหมู่บ้านพลัม มีทั้งภาษาไทยและอังกฤษ นักบวช (ในชุดจีวรสีน้ำตาลไหม้) ก็ร่วมเล่นกีตาร์ประกอบบทเพลงด้วย
ในการทำกิจกรรมทุกอย่าง จะมีการตีระฆังในช่วงเริ่มต้นและปิดท้าย และระหว่างดำเนินกิจกรรมก็มีเสียงระฆังปลุกให้เกิดสติตื่นรู้เป็นระยะๆ ตอนที่ผมบรรยาย ทางผู้จัดก็กระซิบบอกว่าให้มีจังหวะพัก (นาน ๑ -๒ นาที) เป็นช่วงๆ โดยส่งสัญญาณให้คนคอยตีระฆังในแต่ละช่วงที่พัก

ผมรู้สึกติดใจในเสียงระฆัง นอกจากเสียงที่กังวานและไพเราะแล้ว ยังได้ยินคลื่นเสียงหลายวงที่ค่อยๆ แผ่วลงเป็นลำดับ คล้ายคลื่นน้ำ (อันเกิดจากหินที่โยนลงไป) แผ่ออกหลายวงที่ค่อยๆ หายไปเป็นลำดับ รู้สึกว่ามันสร้างความตื่นรู้ในความสงบได้เป็นอย่างดี

ในการฝึกตามวิถีหมู่บ้านพลัมนี้ เน้นการสร้างสติรู้ตัวในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยการหัดทำอะไรอย่างช้าๆ สำหรับผู้ที่ไม่คุ้น ตอนหัดทำใหม่ๆ อาจรู้สึกอึดอัด เพราะฝืนกับความเคยชินที่ชอบทำอะไรอย่างรีบเร่ง (จนติดนิสัยที่ชอบด่วนตัดสินหรือตอบโต้ทันควัน) การฝึกกินช้าๆ เดินช้าๆ อย่างมีสติ เป็นกลอุบายฝึกจิตให้มีความตื่นรู้ เฝ้าดูสิ่งต่างๆอย่างเป็นกลาง ไม่ด่วนตัดสินหรือตอบโต้ทันควัน ซึ่งอาจผิดพลาด เสียหาย เกิดการเบียดเบียนผู้อื่นและตัวเองได้ นอกจากนี้ ยังฝึกให้มีปัญญาพิจารณาถึงหลักที่ว่า "สรรพสิ่งล้วนแต่อิงอาศัยกัน" (โดยการระลึกถึงบุญคุณของคนที่ปลูกข้าว ปลูกผัก และทำอาหารให้เรากิน) และ "สรรพสิ่งไม่เที่ยง ล้วนแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยตลอดเวลา" ซึ่งจะช่วยให้เรารู้จักถ่อมตัว ชื่นชมและเคารพในคุณค่าของผู้คนและสิ่งต่างๆ และรู้จักปล่อยวาง ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นจนเป็นทุกข์ ส่วนการภาวนาบทสวด และร้องเพลงธรรม ก็เป็นการใส่โปรแกรมในจิตใจ (สมอง) ให้เกิดความเคยชิน (นิสัย) ในการคิดดี ทำดี แทนการคิดไม่ดี ทำไม่ดี (ซึ่งเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามกลไกทางสมอง)

ก็ขอแบ่งปันบทเรียนอันมีค่าของผมจากการสัมผัสวิถีหมู่บ้านพลัมนอกเหนือจากตัวหนังสือที่เคยดื่มด่ำมาช้านาน !

′สิงห์ ปาร์ค′ ทางเลือกใหม่รับลมหนาวปลายปี - ปั่นจักรยานชมธรรมชาติกับบรรยากาศที่ตรึงใจ

′สิงห์ ปาร์ค′ ทางเลือกใหม่รับลมหนาวปลายปี - ปั่นจักรยานชมธรรมชาติกับบรรยากาศที่ตรึงใจ

วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 16:45:06 น.

  


สิงห์ ปาร์ค จ.เชียงราย
 

เดือนธันวาคมซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี เชื่อว่าหลายท่านคงจะชื่นชอบเดือนนี้เป็นพิเศษ นอกจากจะได้รับโบนัสแล้ว ยังได้หยุดยาวกับเทศกาลปีใหม่

 

หลายคนเตรียมแพ็คกระเป๋าเพื่อหาสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนตอนสิ้นปี ภาคเหนือจึงเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาว

 

 

จังหวัดที่ถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้น เชียงใหม่, เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เนื่องด้วยเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก รวมถึงดอยต่างๆ ให้ได้สัมผัส

 

อากาศหนาวกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น พระธาตุดอยสุเทพ, พระตำหนักดอยตุง, ภูชี้ฟ้า, ห้วยน้ำดัง, อ.ปาย, ปางอุ๋ง ฯลฯ

 

หากท่านใดเบื่อที่จะไปสถานที่เหล่านี้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวไร่ต่างๆ ดูบ้างก็น่าจะทำให้ทริปท่องเที่ยวปลายปีมีชีวิตชีวาขึ้นอีกมาก

 

ไร่บุญรอด จังหวัดเชียงราย หรือ "สิงห์ ปาร์ค" น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่วันนี้อยากจะมานำเสนอให้กับนักท่องเที่ยวได้รู้จักกัน

 

 

 

สิงห์ ปาร์ค เชียงราย ตั้งอยู่ริมถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ ห่างจากเขตชุมชนเมืองเชียงราย ประมาณ 9 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่  ครอบคลุม 4 ตำบล  คือ ตำบลดอยฮาง, รอบเวียง, ดอนชัย และแม่กรณ์

 

ภายในพื้นที่มีพืชผักผลไม้นานาชนิดให้ชมกัน โดยการดูแลจากเกษตรกรพื้นเมือง อาทิ ชาอู่หลงสายพันธุ์จินซวน หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ ชาอู่หลงเบอร์ 12 เป็นชาสายพันธุ์ไต้หวัน, พุทราพันธุ์ซื่อหมี่, มะเฟืองยักษ์หวาน, มัลเบอรี่, สตรอเบอรี่, ราสเบอรี่, เมลลอน และผักสลัดนานาชนิด

 

 

สำหรับเส้นทางในการทัวร์ สิงห์ ปาร์ค นั้นแสนจะสบาย ขับรถมาตามถนนสายเด่นห้า-ดงมะดะ ประมาณ 9 กิโลเมตร จะพบรูปปั้น "สิงห์" เด่นตระหง่านต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ด้านหน้า

 

หากไม่ต้องการขับรถชมไร่เอง สามารถขับรถมาจอดบริเวณด้านหน้าบริเวณร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และจะมีรถพาชมความสวยงามของไร่ พร้อมไกด์สาวแสนสวยคอย

 

 

 

 

ให้ข้อมูลความรู้ ตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยวจะได้ชิมผลไม้สดๆ จากต้น รวมทั้งได้ร่วมชื่นชมความสวยงามของสวนดอกไม้เมืองหนาวหลายชนิด

 

นอกจากนี้ภายในไร่ สิงห์ ปาร์ค ยังมีจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงราย รวมทั้งมีร้านอาหาร ภูภิรมย์ที่ตั้งอยู่ในจุดที่สวยที่สุด และโรแมนติกที่ ซึ่งภายในร้านได้ใช้พืชผักผลไม้ออแกนนิกจากไร่เป็นส่วนผสมในเมนูอาหารที่หลากหลาย

 

 

 

 

แต่หากท่านใดที่อยากจะชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิดทางไร่ได้มีการจัดวางผังในบริเวณสิงห์ปาร์ค ให้เป็น Track จักรยานที่มีมาตรฐาน ใช้ในการแข่งขันระดับประเทศ และยังถือเป็น Track จักรยานที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาขี่จักรยานชมความสวยงามของไร่ได้ตามใจชอบ

 

 

ขณะที่สินค้าที่ระลึกทางไร่ได้นำผลิตผลจากไร่ที่ปลอดสารพิษอาทิ ใบชา, น้ำผลไม้, แยมผลไม้, เห็ดหอม และผลิตภัณฑ์สดๆ จากไร่ ให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

 

 

ที่สำคัญห้ามพลาดกับพุทราพันธุ์ซื่อหมี่ ที่แสนหวาน น่าจะเป็นของฝากที่ประทับใจผู้รับทีเดียว

 

สำหรับหน้าหนาวปีนี้ สิงห์ ปาร์ค น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจที่นักท่องเที่ยวต้องลองไปสัมผัสกัน

 

 

วรชาติ อดุลยานนท์


 




 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354612366&grpid=03&catid=09


วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ-สรเพชร/

หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ-สรเพชร

https://www.youtube.com/watch?v=IPN6CE1P0T4&feature=autoplay&list=PLAEEA11DF7CE7E045&playnext=93

ยอยศพระลอ- ชินกร ไกรลาศ

ข้าวไม่มีขาย- ศรเพชร ศรสุพรรณ


ผู้ใหญ่ลี- ศักดิ์ศรี ศรีอักษร

สานเสวนา.."ภิกษุณี" พลิกรัฐธรรมนูญ ผ่าทางตันหญิงขอ"บวช" โดย ศิวพร อ่องศรี


สานเสวนา.."ภิกษุณี" พลิกรัฐธรรมนูญ ผ่าทางตันหญิงขอ"บวช" โดย ศิวพร อ่องศรี มติชน 4 ธันวาคม 2555




ประเทศไทยในช่วงก่อนศตวรรษที่ 20 ยังไม่พบหลักฐานใดๆ ที่สามารถยืนยันถึงการมีอยู่ของภิกษุสงฆ์ในนิกายใดๆ แต่ในศตวรรษที่ 20 ระหว่างปี พ.ศ.2471-2473 ได้ปรากฏบันทึกกรณีการอุปสมบทเป็นภิกษุณีในประเทศไทย 

ต่อมาปี พ.ศ.2471 ประเทศไทยมีข้อห้ามภิกษุหรือสามเณรบวชผู้หญิงให้เป็นภิกษุณี สามเณรี หรือสิกขมานา จนเป็นเหตุให้ปัจจุบันโครงสร้างพุทธบริษัทในประเทศไทยมีเพียง 3 พุทธบริษัท ได้แก่ ภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกาเท่านั้น

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2541 เป็นต้นมา สถานภาพของภิกษุณีเถรวาทสายศรีลังกาได้เปลี่ยนแปลงไป โดยภิกษุสงฆ์สายศรีลังกาเริ่มทำพิธีอุปสมบทภิกษุณีตามพระวินัยฝ่ายเถรวาทให้กับผู้หญิงชาวพุทธทั่วโลกในประเทศสหรัฐอเมริกา อินเดีย และศรีลังกา โดยเป็นการร่วมมือของภิกษุและภิกษุณีมหายาน (ตามที่มีในวินัยธรรมกุปตะ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสงฆ์ฝ่ายมหายาน ในประเทศจีน ไต้หวัน เกาหลี และเวียดนาม

แต่สุดท้ายพระภิกษุณีเถรวาทสายศรีลังกายังถูกลิดรอนสิทธิและไม่ได้รับการรับรองสถานภาพทางกฎหมายในการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ อาทิ การขออนุญาตตั้งวัด การมีหนังสือราชการรับรองสถานภาพภิกษุณี เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมและขจัดการที่รัฐลิดรอนสิทธิหรือทำให้เสียประโยชน์อันควรมีควรได้ของพระภิกษุณีเถรวาทสายศรีลังกาพึงได้รับตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 วรรคสอง 

คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการกฎหมายป้องกันการทุจริต และเสริมสร้างความเป็นธรรมในสังคม ร่วมกับ มูลนิธิอีพีเอธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง "ภิกษุณี : จุดเปลี่ยนพุทธศักราช 2541 กับหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 37" เพื่อนำข้อสรุปที่ได้ยื่นต่อรัฐสภาและหวังให้กระบวนการรัฐช่วยผลักดันการบวชภิกษุณีสายเถรวาทในประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ และถูกต้องตามกฎหมาย 

ภาพโดย ป่าน ศรนารายณ์ www.thongthailand.com



ภิกษุณีธัมมนันทา เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี จ.นครปฐม เล่าถึงการอุปสมบทภิกษุณีสายเถรวาทว่า หลังจากปี พ.ศ.2541 ที่มีการอุปสมบทภิกษุณีสายเถรวาทที่ประเทศศรีลังกาเป็นการอุปสมบทที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ เมื่อปี พ.ศ.2544 ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรีในประเทศศรีลังกา 

"ต่อมาในปี พ.ศ.2546 ดร.ฉัตรสุมาลย์ได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีในประเทศศรีลังกา การอุปสมบทครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของการอุปสมบทภิกษุณีชาวไทยในฝ่ายเถรวาท ซึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับจากมหาเถรสมาคมของประเทศไทย เพราะได้รับการสืบสานการอุปสมบทภิกษุณีมาจากมหายาน และต่อมามีผู้หญิงไทยหลายคนเดินทางไปประเทศศรีลังกาเพื่อเข้าการอุปสมบทและเพื่อสืบสานพระธรรมวินัยของภิกษุณี" ภิกษุณีธัมมนันทาเล่า

ภิกษุณีธัมมนันทายังบอกอีกว่า ปัจจุบันมีภิกษุณีเถรวาทสายศรีลังกาในประเทศไทยแล้วไม่ต่ำกว่า 20 รูป และสามเณรีเถรวาทสายศรีลังกาไม่ต่ำกว่า 30 รูปที่บวชจากศรีลังกาและได้กลับมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่ประเทศไทย อีกทั้งเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมาที่ประเทศเวียดนาม ได้มีการบวชภิกษุณีสายเถรวาทนานาชาติเป็นครั้งแรกที่สมบูรณ์พร้อมโดยทำตามทุกขั้นตอนตามขนบธรรมเนียมประเพณี จากนาคินีได้บรรพชาเป็นสามเณรีและบวชเป็นภิกษุณีในที่สุด จึงเกิดคำถามว่าผ่านมาแล้ว 10 กว่าปี ประเทศไทยในฐานะที่นับถือพุทธสายเถรวาทเช่นกัน กลับไม่มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ และมองว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้หญิงจะมีสิทธิใฝ่รู้พระธรรมได้เท่าเทียมกับผู้ชาย 



ในขณะที่ รศ.มาลี พฤกษ์พงศาวลี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า การที่ผู้หญิงอยากบวชเป็นภิกษุณีนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ และการดำรงอยู่ในรูปของนักบวชนั้นเป็นการเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมให้สามารถทำได้อย่างเข้มข้น เพียงแต่ที่ประเทศไทยยังทำไม่ได้เพราะมีความขัดแย้งด้านกฎหมายทางโลกอยู่

"ไม่ว่ากฎหมายฉบับอื่นๆ จะระบุไว้อย่างไร แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 มีความชัดเจนในเรื่องการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม โดยมีมาตราพิเศษให้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับชายหลายประการด้วยกัน จุดนี้จึงอยากให้รัฐเข้ามาดูแลให้ข้อกำหนดที่เขียนเป็นกฎขึ้นมาเพื่อให้เกิดเป็นผลอย่างแท้จริง ด้วยการออกเป็นกฎหมายบัญญัติ มีการรับรองโดยรัฐ และจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นเหมือนกับฝ่ายภิกษุ ไม่เช่นนั้นสังคมไทยคงเป็นสังคมที่แปลก เพราะมอบโอกาสให้แค่ผู้ชายแต่ผู้หญิงกลับถูกกีดกัน" รศ.มาลีบอก

ส่วนทางด้านพระภิกษุสงฆ์ พระดุษฎี เมธังกุโร เจ้าอาวาสวัดทุ่งไผ่ จ.ชุมพร บอกถึงหนทางที่ประเทศไทยจะมีภิกษุณีว่า จะต้องตั้งให้เป็นคณะสงฆ์อื่นตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.สงฆ์ หรืออาจจะยกเลิก พ.ร.บ.สงฆ์ ฉบับปัจจุบัน แล้วจึงตั้ง พ.ร.บ.ขึ้นมาใหม่ โดยแบ่งเป็น พ.ร.บ.ฝ่ายสงฆ์ชายและสงฆ์หญิง ที่พร้อมด้วยบทบัญญัติและเงินสวัสดิการอย่างเท่าเทียมจากรัฐ

"อาตมาไม่แน่ใจว่าที่หลายฝ่ายมีอคติกับการนำภิกษุณีกลับมาสู่ประเทศไทยนั้น เป็นเพราะผลประโยชน์และความอยากมีอำนาจ รวมถึงเม็ดเงินที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับจากรัฐที่เพิ่มจาก 2,000 ล้านบาทต่อปี เป็น 4,000 ล้านบาทต่อปี หรือไม่ ตรงนี้อยากให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติได้ชี้แจงและเปิดใจมากขึ้น" พระดุษฎี เมธังกุโร บอก

ในขณะที่ ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงพลิกโฉมแห่งประเทศไทย บอกว่า การไม่ยอมรับภิกษุณีสายเถรวาทในประเทศไทย ไม่ได้เกิดมาจากพระสังฆราชไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีข้อความพระบัญชาใดระบุว่าพระชั้นผู้ใหญ่คัดค้านในเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะอคติที่อยู่ในใจ และไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายฉบับใด เนื่องจากรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสไว้ให้แล้ว ส่วนตัวคิดว่าแก้ความคิดที่กรมศาสนาก็น่าจะจบได้ ซึ่งทางกรมศาสนาก็ควรจะชี้แจงให้ได้ด้วย มีอะไรปกปิดซ่อนเร้นหรือไม่ จนทำให้ภิกษุณีถูกเอาเปรียบอยู่อย่างนี้

ภิกษุณี จะได้รับมีสิทธิเท่าเทียมกับพระภิกษุสงฆ์หรือไม่ 
คงต้องติดตามกันต่อไป!!

"อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร"ผู้ทำนาย 14 ตุลามหาวิปโยค และ สมัคร จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

"อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร"ผู้ทำนาย 14 ตุลามหาวิปโยค และ สมัคร จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เวลา 15:53:02 น.

  




ส.สีมา  ศิลปวัฒนธรรม พ.ย. ๒๕๕๕

 


"เวทย์มนต์ย่อมเป็นที่สักการะของชนชาวไทยมาแต่ครั้งบรรพกาล จนเป็นที่เชื่อถือและฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของคนไทยแทบทุกคนจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แต่ปรากฏว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีความข้องใจในเคล็ดบางประการที่ใช้เป็นหลักในเวทย์มนต์คาถา ซึ่งจะหาศึกษาเล่าเรียนจากตำหรับต่างๆ ก็หาไม่ได้"

เทพย์ สาริกบุตร

จากหนังสือเคล็ดลับไสยศาสตร์
 
ชื่อ "เทพย์" เป็นนามมงคล หลวงวิศาลดรุณกร ผู้เป็นอาตั้งให้ ซึ่งมีความหมายว่าสูงส่งในความรู้ ความสามารถ ส่วนนามสกุล "สาริกบุตร" (Sarikaputra) เป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ ๑๒๔๗ โดยในหลวงรัชกาลที่ ๖ พระราชทานแก่ขุนพิทักษ์นาวา (ขุนทอง) ผู้เป็นต้นตระกูล "สาริกบุตร"

 

อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร เป็นนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญสายไสยศาสตร์และพุทธาคม ระดับต้นๆ ของเมืองไทย รวมทั้งเป็นนักโหราศาสตร์ชั้นเยี่ยมที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง เป็นชาวกรุงเทพฯ เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ และตายเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๖ รวมอายุ ๗๔ ปี วงการศึกษาไสยศาสตร์ พุทธาคม และโหราศาสตร์ถือว่าได้สูญเสียบุคคลสำคัญที่หาใครทดแทนได้ยาก เพราะตลอดชีวิตของท่านได้ทุ่มเทให้กับการศึกษาค้นคว้าศาสตร์ดังกล่าวอย่างเต็มที่

 

มีบางคนเปรียบเทียบท่านกับ คาร์ล กุสตาฟ จุง  จิตแพทย์ชาวสวิสที่อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการศึกษาค้นคว้าอนาไลติกไซโคโลยี (Analytic Psychology) หรือวิชาจิตวิทยาวิเคราะห์อย่างจริงจัง สาเหตุเสริมส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร มีเศรษฐานะดี ตระกูลขุนนาง มีเงินทองสมบูรณ์ ไม่ต้องปลีกเวลาส่วนหนึ่งไปประกอบการงานหาเลี้ยงชีพ

 

บิดาของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร รับราชการ แม้มิได้ระบุนาม สายงาน และบรรดาศักดิ์ ก็เชื่อว่ามีตำแหน่งค่อนข้างใหญ่ โดยรับราชการทั้งในกรุงเทพฯ และในส่วนภูมิภาค มีประวัติว่า บิดาเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท กับเป็นศิษย์หลวงปู่สี วัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี อีกด้วย

 

ฝ่ายมารดาของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตรเอง ก็เป็นญาติสนิทกับ พันเอก หลวงธรณีนิติญาณ ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์และดาราศาสตร์เช่นกัน

 

ส่วนอาคือ หลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) เคยเป็นอดีตอาจารย์คนแรกของโรงเรียนพลศึกษาก่อนจะมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลวงวิศาลฯ ผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์ พุทธาคม กับวิชากรรมฐานแห่งสำนักวัดสิทธาราม ซึ่งมีพระสังวราราม (ชุ่ม) เป็นเจ้าสำนัก พระอาจารย์ชุ่มองค์นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนากรรมฐานอย่างยิ่งองค์หนึ่งในสมัยนั้น

 

จึงเห็นได้ว่า อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร เติบโตมาจากสภาพแวดล้อมแห่งพุทธาคม ไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์มาตั้งแต่ต้น ชวนให้เข้าใจว่าท่านได้ถูกจูงใจหล่อหลอมอย่างสำคัญให้สนใจศึกษาอย่างลึกซึ้งในด้านนี้

 

เพราะฉะนั้นคราวหนึ่งเมื่อบิดาย้ายไปรับราชการในต่างจังหวัด อาจารย์เทพย์ก็มิได้ติดตามบิดาไปด้วย คือยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ ศึกษาแสวงหาวิชาที่อาจเรียกรวมๆ ว่าไสยเวทพุทธาคม อันเป็นความรู้ชั้นยอดทั้งทางพราหมณ์และทางพุทธ ตามสำนักและวัดต่างๆ ในเบื้องต้น เช่น วัดสามปลื้ม วัดปทุมคงคา และวัดสามจีน เป็นต้น สามวัดนี้มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชาไสยเวทพุทธาคม เชี่ยวชาญการสัก-สักยันต์ ผู้มีชื่อเสียงอันเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้นหลายท่านอีกด้วย

 

จากนั้นจึงไปศึกษาในสำนักพระมหาโต๊ะ วัดราชบูรณะ ด้านการสักยันต์และวิชากรรมฐาน และกับท่านพระครูใบฎีกาเทพย์ สิงหรักษ์ วัดระฆัง ก่อนจะศึกษาไสยศาสตร์กับท่านเจ้าคุณศรี วัดสุทัศน์ ศึกษาวิชาพระยันต์ ๑๐๘, นะ ๑๔ ตำรับพระพนรัต วัดป่าแก้ว รวมทั้งวิชาหล่อพระชัยวัฒน์และพระกริ่งด้วย ทำให้อาจารย์เทพย์เชี่ยวชาญการหล่อพระกริ่งในเวลาต่อมา ที่รู้จักกันดีก็คือ พระกริ่งปวเรศน้อย ที่กระทำการหล่อขึ้นครั้งอุปสมบทที่วัดสีหไกรสร (วัดช่องลม) เขตบางกอกน้อย การอุปสมบทของท่านครั้งนั้นนัยว่ามีปัญหาการให้ฤกษ์กับคณะรัฐประหารคณะหนึ่ง ต่อเมื่อปัญหาได้รับการคลี่คลายแล้วจึงได้ลาสิกขา

 

หลังจากศึกษาวิชาในสำนักต่างๆ เขตกรุงเทพฯ ธนบุรี ระยะหนึ่ง จึงได้ศึกษาต่อสำนักต่างๆ ในส่วนภูมิภาค เช่น สำนักอาจารย์สี วัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี สำนักหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว สำนักวัดประดู่โรงธรรม สำนักหลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช และสำนักหลวงพ่ออั๋น วัดพระญาติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้รวมทั้งสำนักหลวงปู่รอด วัดบางน้ำวน วัดน้อยทองอยู่กับวัดภุมรินทร์ราชปักษา (วัดทั้งสองวัดนี้ได้ร้างไปแล้วเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒)

 

เมื่ออาจารย์เทพย์ได้ไปศึกษาวิชาจากสำนักต่างๆ ที่ลพบุรีและอยุธยาแล้วระยะหนึ่ง ก็กลับมาศึกษาต่อกับสำนักต่างๆ ในกรุงเทพมหานครอีก เช่น กับพระครูสมุห์โต๊ด วัดชนะสงคราม และอาจารย์พรหม สำนักวัดพระเชตุพน เป็นต้น

 

แท้จริงแล้วอาจารย์เทพย์จะเดินสายศึกษาวิชาไสยเวทพุทธาคมระหว่างกรุงเทพฯ อยุธยา และลพบุรี จนเกือบตลอดชีวิต
สำหรับผลงานของอาจารย์เทพย์พอที่จะจำแนกได้ มีดังต่อไปนี้ ยกเว้นความเชี่ยวชาญเรื่องไสยศาสตร์ ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อไป คือ

 

เรื่องการสร้างพระกริ่ง มีพระกริ่งหลายชนิดอันเป็นที่นิยมที่อาจารย์เทพย์ได้จัดทำขึ้น เช่น พระกริ่งปวเรศน้อย พระกริ่งจอมสุรินทร์ พระกริ่งเอกาทศรถ พระกริ่งจิตคุโต พระกริ่งดาวเจ็ดดวง และพระกริ่งนวโกฏิ

 

เครื่องรางของขลัง ตะกรุด และยันต์ในตะกรุด เช่น ตะกรุดมหาจักรพรรดิ ตะกรุดคงกระพัน ตะกรุดดวงพิชัยสงคราม และตะกรุดคู่ชีวิต ทั้งนี้รวมทั้งการลงยันต์และการทำผง เช่น ผงปถมัง อิทธิเจ ตรีนิสิงเห หัวใจ ๑๐๘ และมหาราชาด้วย
เป็นเจ้าพิธีสำคัญ เช่น พิธีมหาจักรพรรดิกษัตราธิราช

 

ความสามารถในการแกะไม้โพธิ์ พุทธมนต์ปางห้ามญาติ แกะไม้โพธิ์นิพพาน กับการแกะไม้ภควัมบดีจากไม้รักซ้อนและไม้หิ่งหายผี สร้างเสื้อยันต์ผ้ายันต์ เชือกคาดเอว ซึ่งนิยมมากสมัยสงครามอินโดจีน เป็นเครื่องรางยอดนิยมอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังทำประคำเจ้าตรึงไตรภพ มีดเทพศาสตร์ (ขณะประกอบพิธีมีฟ้าผ่าลงมาเป็นที่อัศจรรย์) นอกจากนั้นยังทำสีผึ้งเสน่หา และพิธีทำสีผึ้งสามไฟ ซึ่งดีทางเมตตามหานิยม มีคารมคมคายน่าเชื่อถือ พิธีสุดท้ายทำที่วัดเสน่หา นอกจากนั้นมีการทำเหรียญนารายณ์แปลงรูป และเหรียญพุทธนิมิต

 

แต่ความขลังที่อาจารย์เทพย์ถูกกล่าวขานอยู่เสมอก็คือ ความสามารถในการสะเดาะกุญแจ 

ความสามารถในการเสกดอกจำปาให้เป็นแมลงภู่ และเสกสีผึ้งเสน่หาให้คนเมตตารักใคร่

 

ความสามารถของอาจารย์เทพย์ตั้งแต่พิธีทำพระกริ่ง จนถึงสีผึ้งเสน่หานั้น ย่อมต้องเป็นผู้ผ่านการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน การเจริญกสิน และเจริญพุทธมนต์บทต่างๆ มาอย่างยาวนานและอย่างแคล่วคล่อง ช่ำชอง

 

สำหรับความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ อาจารย์เทพย์ย่อมอยู่ในแถวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย จะเห็นได้จากปฏิทินโหราศาสตร์ที่อาจารย์จัดทำขึ้น มีความละเอียดประณีตอย่างยิ่ง และเป็นปฏิทินที่สัมพันธ์กับปฏิทินดาราศาสตร์สากลด้วย (ท่านที่สนใจ ศึกษาได้ที่หอสมุดแห่งชาติ แผนกปรัชญาและศาสนา)

 

ความเชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์ของอาจารย์เทพย์น่าจะได้รับแรงจูงใจส่วนหนึ่งมาจากหลวงวิศาลดรุณกร (อั้น สาริกบุตร) ผู้เป็นอา ซึ่งเป็นผู้แต่งคัมภีร์โหราศาสตร์ไทย ที่ถือกันว่าเป็นตำราชั้นครูในหมู่โหรเล่มหนึ่ง

 

 

อนึ่งหลวงวิศาลดรุณกร เคยเป็นครูมวยและเป็นอาจารย์คนแรกของโรงเรียนพลศึกษากลางก่อนจะไปเป็นอาจารย์ปกครองของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ครูมวยทั้งหลายย่อมสัมพันธ์กับคาถาอาคมและเวทมนตร์อยู่แล้ว เช่น วิษณุเวทย์ (วิชาพระนารายณ์ปราบหมู่พาล) เป็นที่แน่นอนว่าเวทมนตร์คาถาเหล่านี้ย่อมส่งต่อถึงอาจารย์เทพย์ด้วยเช่นกัน

 

จากคำบอกเล่าของลูกสาวอาจารย์เทพย์คือ คุณพรทิพย์ สาริกบุตร ที่ให้สัมภาษณ์ คุณชัยวัฒน์ ตรีวิทยา เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ได้ความว่า อาจารย์เทพย์เคยพยากรณ์ จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ครั้งมียศเป็นเพียงพันตรี เป็นนายทหารจนๆ บ้านนอก จะได้เป็นใหญ่ในบ้านเมือง ซึ่งคงจะเป็นที่ถูกใจท่านจอมพล หลังจากท่านจอมพลได้กระทำรัฐประหารสำเร็จเมื่อปี ๒๕๐๒ อันน่าจะส่งผลให้อาจารย์เทพย์ได้เป็น ส.ส. ประเภท ๒ ในทันที ขณะนั้นอายุ ๔๐ ปี

 

ก่อนหน้านั้น เคยมีข่าวว่า ครั้งหนึ่งอาจารย์เทพย์เคยมีปัญหาเรื่องการให้ฤกษ์ยามแก่คณะรัฐประหารคณะหนึ่งจนต้องไปบวชอาศัยร่มเงาสมณเพศ ณ วัดสีหไกรสร บางกอกน้อยนั้นและจำพรรษาอยู่ที่นั่นนานพอควร จนสถานการณ์บ้านเมืองเป็นปกติจึงลาสิกขาในที่สุด (คณะรัฐประหารคณะนั้น อาจเป็นคณะเมื่อปี ๒๔๙๒ ซึ่งอาจารย์เทพย์มีอายุโดยประมาณ ๓๐ ปีเท่านั้น)

 

คำให้สัมภาษณ์ของคุณพรทิพย์อีกเช่นกันที่บอกว่า อาจารย์เทพย์เคยทำนายเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสำคัญ กับเคยทำนายว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นไม่นานนายสมัครก็ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นตำแหน่งบริหารที่ใหญ่มาก น้องๆ นายกรัฐมนตรีเหมือนกัน ถือว่าทำนายได้ใกล้เคียง เสียดายที่อาจารย์เทพย์ตายก่อน หาไม่ก็จะได้รู้ว่านายสมัครผู้นั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ในอีกหลายปีต่อมา

 

 

อาจารย์เทพย์เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๖ ด้วยโรคเบาหวาน ต้องตัดขาทั้ง ๒ ข้าง แต่อาจารย์ก็มีกำลังใจดีเป็นเลิศ ด้วยมีธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ได้รับพระราชเพลิงที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน

 

 

 

ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ดร. สันติพงศ์ บริบาล แห่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กรุณาให้ข้อมูล

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1353052819&grpid=01&catid=&subcatid=