ติดต่อ คุณอัจฉรา 086-6282817 หรือร่วมบริจาค ธ.กรุงไทย เลขบัญชี 031-0-03432-9 หรือ ธ.กรุงเทพ เลขบัญชี 145-5-24762-5 ชื่อบัญชีสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ต้องใช้จ่าย เดือนละ 1 แสนบาท โดยเป็นค่าใช้จ่าย ใน 3 โครงการ ที่ดูแล คนเร่ร่อนไร้บ้าน...พนักงานบริการ ...เด็กและเยาวชนในชนบทกลุ่มต่าง ๆ /"ความสำเร็จประกอบด้วยความผิดพลั้งหลายๆ ครั้งมารวมกันโดยที่ความกระตือรือร้นที่หวังจะพบกับชัยชนะนั้นยังคงอยู่" (วินสตัน เชอร์ชิลล์).
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
*สืบเนื่องจาก เรื่องเก่า ที่ยังไม่เก่า กรณี "สื่อเสี้ยม" กับคดีหมิ่นฯ
"When I won the Pulitzer, the Bangkok papers noted it on Page One. They were very proud that a photographer from Bangkok had won the Pulitzer. They didn't show the pictures."
http://indeliblephotos.com/pulitzer-prize-winner-1971-1980
ข้อเท็จจริง รวมทั้งมีบทบาทตรวจสอบพฤติกรรมาสื่อด้วยกันเองบ้างไหม?
และถ้าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นอีก หลายๆ อย่างอาจล่มสลายไปจริงๆ
พยายามช่วยกันคิด และหาทางออกกันดีกว่าไหม ว่าทำอย่างไร เราจึงจะไม่ขัดแย้งกันไปถึงขั้นนั้น ในกรอบของกฏหมายและจริยธรรม โดยเริ่มที่ตัวเรา
..
สื่อในปัจจุบันก็ทำได้แค่เล่นกับความรู้สึก ดราม่าไปวันๆ แต่หาสาระไม่ได้เลย เสี้ยมมันอย่างเดียว ซึ่งเหมาะกับคนจำพวกอ้างคุณธรรมแต่ยินดีกับการฆ่าคนไทยกันเองในปัจจุบันอย่างมาก
บอกตรงๆ ผมไม่แคร์กับสถาบันไหนๆ หรอก...ใครจะตายห่าไปก็ไม่สนใจ เพราะประเทศไทยยังไงก็อยู่ต่อไปได้ ระบอบที่ดีมันยั่งยืนกว่าตัวบุคคล
ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์...แต่ไม่ใช่มนุษย์ที่สร้างกันจนดูประหนึ่งเป็นเทวดา ไม่มีหรอกเทวดา...มีแต่คนกินขี้ปี้นอน
ถ้าไม่เห็นคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมโลกที่แตกต่างทางความคิดแล้วจะฆ่าแกงกันแบบนี้อีกละก็ รอบหน้าคนที่โดนเก้าอี้อาจเป็นคุณ..ซึ่งผมไม่อยากเห็นมันเกิดขึ้นอีก โชคดีครับ
1 หมั่นคิดเป็น
2 เปิดใจกว้าง
3 รักความเป็นธรรม
4 เลิกใช้กฎหมู่ (ประชาฑัณท์)
5 รักชาติ (ไม่ใช่แค่ร้องเพลง)
6 รักประชาธิปไตย (ไม่ใช่แค่เลือกตั้ง)
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=322340091143312&set=a.320274681349853.72912.109554005755256&type=1&theater
*สืบเนื่องมาจากเฟซบุ๊คคุณอภินันท์ บัวหภักดี เหยื่อของสื่อเสี้ยม ในคดีหมิ่น เมื่ิอปี 2519
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=322210751156246&set=a.320274681349853.72912.109554005755256&type=1&ref=nf
วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Thammasat University, please don't die
ขอบคุณ ครับ
และขอย้ำ กับขอให้ช่วยเผยแพร่ว่า
"นิติราษฎร์ คือ ลูกที่ดี ของแม่โดม เลือดเหลืองแดง
"นิติราษฎร์ คือ ลูกไม้ หล่นไม่ไกลต้น
"นิติราษฎร์ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และวิชาการ
"นิติราษฎร์ สืบทอดเจตนารมณ์ แห่งการสถาปนา
มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
The University of Moral and Political Sciences (UMPS)
เมื่อ 27 มิถุนายน 2477
ของ คณะราษฎร และ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์
ที่ "ปฏิวัติ" ให้สยามประเทศไทย
มีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ภายใต้รัฐธรรมนูญ และหลักนิติธรรม
เมื่อ 24 มิถุนายน 2475
cK@FormerTuRector
คืนที่ทราบว่าธรรมศาสตร์ถูกพรากจิตวิญญาณไปจากร่าง
มีผู้ขยายความต่อคบ...เปลวไฟความอาลัยของเรา...ต่อคบ...ต่อคบ...ต่อคบ...
กลายเป็นกองเพลิงที่โชติช่วง... ที่ผู้รักเสรี...
จะเลือดธรรมศาสตร์หรือไม่...ไม่สำคัญ
แต่ผู้รักเสรีทั้งหลาย... ร่วมกันจุดไฟฌาปนกิจร่างไร้วิญญาณของธรรมศาสตร์
พ่อปรีดีจ๋า...
ธรรมศาสตร์ของพ่อ....ธรรมศาสตร์ของเรา...ธรรมศาสตร์ของผม....
ธรรมศาสตร์ตายสิ้นไปบัดเดี๋ยวนี้แล้วพ่อ .....
มาเก็บภาษีฉันเถอะ (2) : เสียงเชียร์กฎของบัฟเฟตต์ « ThaiPublica
มาเก็บภาษีฉันเถอะ (2) : เสียงเชียร์กฎของบัฟเฟตต์
31 มกราคม 2012
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่มาภาพ : http://www.whitehouse.gov/sites/default/files/imagecache/home_hero_rotator_main/hero_feature/hero_image/hero_sotu.jpg
ประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบภาษีถูกหยิบยกขึ้นมาเรียกความสนใจของผู้คนอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงใกล้ฤดูเลือกตั้ง ซึ่งนักการเมืองแต่ละฝ่ายต้องการสร้างกระแสความนิยมให้ได้มากที่สุด
อย่างกรณีของสหรัฐฯ มหาเศรษฐี "วอร์เรน บัฟเฟตต์" จุดพลุไอเดียเรื่องเก็บภาษีคนรวย ก่อนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะออกมารับลูก และยืนยันแม้ในคำแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มแคมเปญหาเสียง โดยเรียกร้องให้เก็บภาษีคนรวย 30%
ถ้อยแถลงของโอบามาสะเทือนถึงการเฟ้นหาแคนดิเดตในฝั่งริพับลิกัน เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนจน "มิตต์ รอมนีย์" หนึ่งในตัวเก็งชิงชัยประธานาธิบดีต้องนำหลักฐานการเสียภาษีมาโชว์ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ยับเยินว่าเสียภาษีแค่ 3 ล้านดอลลาร์ หรือ 15% จากรายได้ 21.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2553
เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก ชาวอเมริกันจำนวนมากต่างมีความรู้สึกร่วมกันว่า ระบบภาษีของตนนั้นสลับซับซ้อน มีการลดหย่อนและข้อยกเว้นมากมาย อีกทั้งยังมีช่องโหว่หลายจุดที่ก่อให้เกิดปัญหาและไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ อัตราภาษีในส่วนของกำไรจากการลงทุนและเงินปันผลอยู่ที่ 15% ขณะที่ชนชั้นกลางเสียภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า 10-35%
นี่ไม่ได้หมายความว่าคนรวยเป็นพวกเลวร้าย หากแต่เป็นเพราะระบบที่ไม่ดี
ผลโพลล่าสุดของ "พิว รีเสิร์ช" ซึ่งสำรวจความเห็นของชาวอเมริกัน 1,500 คน ในช่วง 7-11 ธันวาคม 2554 พบว่า คนอเมริกันต้องการระบบภาษีแบบใหม่ เพราะไม่ปลื้มกับระบบเก่าที่ใช้มานานและมีช่องโหว่
มิตต์ รอมนีย์ ที่มาภาพ : http://resources3.news.com.au/images/2011/04/12/1226037/610043-110412-mitt-romney-ap.jpg
แต่ที่น่าสนใจคือ เหตุผลที่คนอเมริกันไม่อยากทนใช้ระบบภาษีแบบเก่า ไม่ใช่เพราะเม็ดเงินที่พวกเขาต้องควักจ่าย แต่เพราะห่วงกังวลว่าบรรดาคนรวยอาจไม่ได้จ่ายภาษีในสัดส่วนที่เป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็น
โดยราว 38% ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าตัวเองจ่ายภาษีมากกว่าระดับที่เป็นธรรม ส่วน 52% เชื่อว่าพวกเขาจ่ายภาษีในอัตราที่เหมาะสมแล้ว ขณะที่ราว 6 ใน 10 หรือประมาณ 59% ต้องการให้มีระบบภาษีใหม่
เมื่อถามว่าอะไรเป็นประเด็นที่รบกวนจิตใจมากที่สุด มีเพียง 11% ที่พูดถึงเม็ดเงินที่ตัวเองจ่ายไป ทว่า 57% กังวลว่าบรรดาคนรวยไม่ได้จ่ายภาษีในสัดส่วนที่เป็นธรรม ส่วน 28% ห่วงเรื่องความซับซ้อนของระบบภาษีมากที่สุด
หากแยกย่อยประเภทของผู้ตอบแบบสอบถามออกมาเป็น 3 กลุ่ม ปรากฏว่า ประเด็นที่ชาวเดโมแครต 73% กังวลที่สุด คือ คนฐานะร่ำรวยกลับหลีกเลี่ยงไม่ต้องจ่ายภาษีในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล ส่วนผู้ที่นิยามตัวเองว่าไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด 57% ก็ห่วงเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่ฟากริพับลิกัน แม้ส่วนใหญ่ 43% จะเป็นกังวลกับความซับซ้อนของระบบภาษีมากที่สุด แต่อีก 38% ยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่องการจ่ายภาษีของบรรดาคนรวยที่อาจไม่เป็นธรรม
น่าสังเกตว่า ปี 2555 เป็นปีที่ประเด็นเรื่องการสังคายนาระบบภาษีจะถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอีกครั้ง เพราะเป็นปีแห่งการเลือกตั้งประธานาธิบดี พรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามา มีท่าทีขานรับแนวคิดเก็บภาษีคนรวยของบัฟเฟตต์อย่างชัดเจน เห็นได้จากการตั้งชื่อแผนยกเครื่องภาษีครั้งใหม่ว่า "กฎของบัฟเฟตต์" (Buffett Rule)
ตรงข้ามกับพรรคริพับลิกันที่ยืนยันว่าไม่ควรไปโยนบาปให้คนรวย ซึ่งอาจก่อให้เกิดสงครามชนชั้นขึ้น และนี่อาจบั่นทอนบรรยากาศด้านการลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังเปราะบาง
"รูเบน นาวาร์เรตต์ จูเนียร์" จากเดโมแครต ให้ความเห็นว่า ทุกคนควรเสียภาษีในสัดส่วนที่เป็นธรรม แต่นี่ยังไม่เกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องจริงที่ในระดับมหภาค คนรวยที่สุดเป็นกลุ่มที่จ่ายภาษีมากที่สุดให้แก่ประเทศ แต่ก็เป็นเรื่องจริงในระดับบุคคลที่ผู้มีรายได้มากกลับได้รับสิทธิประโยชน์ที่ทำให้จ่ายภาษีในอัตราต่ำกว่าชาวอเมริกันคนอื่นๆ
นอกเหนือจากความรู้สึกคลางแคลงว่า บรรดาเศรษฐีอาจไม่ได้ควักกระเป๋าจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนที่คนชั้นกลางต้องแบกรับภาระ ยังมีข้อมูลที่สะท้อนว่าบรรดาซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่มะกันรับผลตอบแทนมากกว่าที่บริษัทเหล่านี้ควักจ่ายภาษีให้รัฐเสียอีก
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่มาภาพ : http://www.cbc.ca/gfx/images/news/photos/2011/08/15/li-620-buffett-cp-01001052.jpg
โดยซีอีโอทั้ง 25 รายได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 16.7 ล้านดอลลาร์ มากกว่าค่าตอบแทนเฉลี่ยของซีอีโอในทำเนียบเอสแอนด์พี 500 ในปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 10.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ที่ซีอีโอเหล่านี้กุมบังเหียนยื่นขอคืนภาษีโดยเฉลี่ยราว 304 ล้านดอลลาร์
ซีอีโอ 22 รายจาก 25 บริษัทข้างต้นได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นในปี 2553 ส่วน 3 รายได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นทั้งที่ตัวเลขภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทลดลง หรือยอดการขอคืนภาษีกลับเพิ่มขึ้น
25 บริษัทที่จ่ายค่าตอบแทนซีอีโอมากกว่าจ่ายภาษีให้รัฐยังรายงานผลกำไรทั่วโลกเฉลี่ย 1.9 พันล้านดอลลาร์ มีเพียงแห่งเดียวที่รายงานรายได้ติดลบ ขณะที่ 18 แห่งมีการดำเนินการในพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งหลบเลี่ยงภาษี
น่าสังเกตว่า ในบรรดา 25 บริษัทที่จ่ายค่าแรงให้ซีอีโอมากกว่าภาษี มี 20 แห่งที่ยอมควักเงินจ่ายล็อบบี้เหล่าผู้กำหนดกฎหมายมากกว่าจ่ายภาษี อย่างกรณีของ "เจนเนอรัล อิเล็กทริก" (จีอี) ที่ทำรายได้ก่อนหักภาษี 5.1 พันล้านดอลลาร์ กลับยอมจ่ายเงินล็อบบี้มากถึง 41.8 ล้านดอลลาร์ ส่วน "โบอิ้ง" จ่ายเงินล็อบบี้และสนับสนุนแคมเปญทางการเมือง 20.8 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่จ่ายภาษีให้รัฐร่วม 60%
ขณะที่ช่องว่างระหว่างผลตอบแทนของซีอีโอกับพนักงานก็ห่างกันมากขึ้น โดยในปี 2553 ซีอีโอในทำเนียบเอสแอนด์พี 500 ได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 10.8 ล้านดอลลาร์ รวมถึงมูลค่าหุ้นใหม่และออปชั่น (สิทธิอนุพันธ์) ที่ให้เป็นรางวัลในการทำงาน เพิ่มขึ้นราว 27.8% เมื่อเทียบกับปี 2552 ผิดกับพนักงานที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นแค่ 3.3% ทำให้ช่องว่างระหว่างเงินค่าเหนื่อยของซีอีโอและพนักงานมีสัดส่วนที่ 325 ต่อ 1 ห่างเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 263 ต่อ 1
รายงานฉบับนี้ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างซีอีโอและบริษัทที่ยอมจ่ายค่าตอบแทนแพงๆ เพราะยังมีช่องโหว่ในระบบที่เอื้อให้บริษัทสามารถลดหย่อนตัวเลขการจ่ายภาษีได้มากกว่าที่ควรจะเป็น
อย่างกรณีของการออกออปชั่นให้กับผู้บริหาร บริษัทจะรายงานค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ณ วันที่ออกออปชั่นตามสมมติฐานที่บริษัทประเมินราคาหุ้นในอนาคต และวันที่ผู้บริหารจะใช้สิทธิตามออปชั่นที่ได้รับ
ทว่าในความเป็นจริง ราคาหุ้นและวันที่ผู้บริหารใช้สิทธิออปชั่นอาจไม่ได้เป็นไปตามสมมติฐาน โดยอาจทำกำไรจากการใช้สิทธิได้มากกว่าที่บริษัทรายงานไว้ก่อนหน้านี้ บริษัทจะนำค่าใช้จ่ายล่าสุดที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นฐานในการขอหักลดหย่อนภาษี ไม่ได้ปรับจากตัวเลขที่รายงานไป ณ วันที่ออกออปชั่น เพื่อให้สะท้อนค่าใช้จ่ายจริง หมายความว่า บริษัทสามารถลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น ขณะที่รัฐสามารถเก็บภาษีได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
หากสหรัฐออกกฎระเบียบกำหนดเพดานการขอลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ ก็อาจลดการสูญเสียจากช่องว่างที่บริษัทขอหักลดหย่อนเกินจากที่รายงานไว้ ซึ่งอาจช่วยเติมเงินในกำปั่นของรัฐบาลมะกันได้ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลา 10 ปี
นอกจากนี้ ยังใช้วิธีดำเนินธุรกรรมในพื้นที่ที่เอื้อต่อการหลีกเลี่ยงภาษี ประเมินกันว่าต้นทุนที่สหรัฐต้องสูญเสียไปกับแหล่งหลบเลี่ยงภาษีนอกประเทศอาจสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์
หนึ่งในเทคนิคสุดคลาสสิกคือ การกำหนดราคาโอน (transfer pricing) ซึ่งจะใช้วิธีเปิดบริษัทเอาไว้ในพื้นที่ที่เอื้อต่อการเลี่ยงภาษี เพื่อถือลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา จากนั้น บริษัทที่มีฐานในสหรัฐก็จะจ่ายค่าลิขสิทธิ์เหล่านี้ ต้นทุนส่วนนี้จะนำไปขอลดหย่อนภาษีในสหรัฐได้ ส่วนกำไรในบริษัทที่อยู่ในประเทศแหล่งหลบเลี่ยงก็อาจจ่ายภาษีในจำนวนน้อยหรือไม่ต้องจ่ายเลย
เกมซ่อนหาภาษีเช่นนี้ ส่งผลให้รายได้ของรัฐที่มาจากบริษัทเอกชนลดลงอย่างมาก จากเดิมในปี 2488 ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทอเมริกันมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้ทั้งหมดของรัฐบาล ขณะที่ในปี 2554 สัดส่วนของภาษีเงินได้จากบริษัทที่จ่ายให้รัฐมีสัดส่วนเพียงประมาณ 9%
ขณะที่รัฐบาลสหรัฐมีหนี้สาธารณะก้อนโต และขาดดุลงบประมาณมหาศาลในแต่ละปี เม็ดเงินจากภาษีที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้รัฐมีเงินในกระเป๋าไว้ใช้จ่ายในส่วนต่างๆ มากขึ้น และสอดคล้องกับการที่คนรวยเหล่านี้ถือครองทรัพยากรของประเทศมากกว่าคนอื่น
แนวคิดการขึ้นภาษีคนรวยยังเป็นวิธีที่จะตอบสนองระบบเศรษฐกิจแบบผู้ชนะได้ทั้งหมด (winner-take-all economy) เพราะถึงแม้ 1% ของเศรษฐีอันดับท็อปจะจ่ายภาษีคิดเป็นสัดส่วน 28.3% ของภาษีทั้งหมดในปี 2549 เพิ่มจากสัดส่วน 15% ในปี 2522 แต่ข้อมูลจากสำนักงบประมาณสภาคองเกรสระบุว่า สัดส่วนความมั่งคั่งของคนรวยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัว จาก 9% เป็น 19% ในช่วงเดียวกัน
ที่สำคัญ ปัญหานี้มีแนวโน้มหนักหนาสาหัสขึ้น เพราะในระหว่างปี 2536-2551 บรรดาเศรษฐีระดับท็อป 1% เหล่านี้ถือสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด
ขณะที่ข้อมูลของสถาบันบรูกกิงส์และพิว แชริเทเบิล ทรัสต์ พบว่า รายได้หลังเสียภาษีของคนอเมริกันฐานะยากจนที่สุด 1 ใน 5 เพิ่มขึ้นเพียง 9% เมื่อเทียบกับรายได้ของคนรวยสุด 1 ใน 5 ที่เพิ่มขึ้น 69% และมหาเศรษฐีระดับท็อป 1% เพิ่มมากถึง 176%
ระบบเศรษฐกิจแบบผู้ชนะกินรวบที่หนักหนาขึ้นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในระยะยาว และหนึ่งในนั้นคือการปรับระบบภาษี เพื่อให้ซูเปอร์ริชจ่ายในสัดส่วนที่สอดคล้องกับความรวยที่ได้มา
แม้ว่าแนวทางนี้อาจไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐที่หยั่งรากลึก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่มีเหตุมีผลเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว โดยต้องมองไกลไปถึงเรื่องทรัพย์สมบัติด้วย ในปี 2549-2550 ซูเปอร์ริชอเมริกัน 1% มีทรัพย์สมบัติคิดเป็นสัดส่วน 35% ของทั้งหมด เทียบกับสัดส่วนรายได้ที่อยู่ที่ 21% ดังนั้น การเก็บภาษีทรัพย์สินเฉพาะจากคนรวยเหล่านี้จะช่วยเพิ่มเงินในคลังได้ไม่น้อย
ยกตัวอย่างที่มีผู้เสนอให้จัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตรา 2% จากครัวเรือนที่มีทรัพย์สินสุทธิ 7.2 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป วิธีนี้จะช่วยให้รัฐมีรายได้อย่างน้อย 7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และในระยะ 10 ปีข้างหน้า จะจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้ราวครึ่งหนึ่งของเป้าหมายการเก็บภาษีคนรวยที่ตั้งไว้ที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ตามแผนลดการขาดดุลงบประมาณระยะ 10 ปี
หมายเหตุ : รวบรวมข้อมูลจากเอ็มเอสเอ็น มันนี่, ซีเอ็นเอ็น, ฮัฟฟิงตัน โพสต์, เอพี, เอ็มเอสเอ็นบีซี, รายงาน Executive Excess 2011 โดย ซาราห์ แอนเดอร์สัน, ชัค คอลลินส์, สก็อตต์ คลิงเกอร์ และแซม พิซซิกาติ
http://thaipublica.org/2012/01/please-tax-me-2/
วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
26 นักวิชาการชี้มติผู้บริหารมธ.เป็น "อธรรมศาสตร์" อย่างยิ่ง แนะเปิดมหาวิทยาลัยเป็นพท.กลางให้แต่ละฝ่ายเสนอความเห็นเรื่อง 112
วารสารฯ มธ. แจงไม่หนุนไม่ค้านกรณี "112" 26 นักวิชาการแนะผู้บริหารเปิดเวทีกลางให้ทุกฝ่ายเสนอความคิด
|
เงินสะพัด กสทช.รับค่าจ้าง-เบี้ยประชุมเละ
เงินสะพัด กสทช.รับค่าจ้าง-เบี้ยประชุมเละ
ตะลึง! กสทช. จ้างที่ปรึกษา 35 คน คณะอนุกรรมการ 30 ชุด รับค่าจ้างและเบี้ยประชุมอู้ฟู่ เผย 8 ปี มีรายได้ 24,068 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 12,572 ล้านบาท ส่งเงินคืนรัฐ 11,493 ล้านบาท...
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงค่าใช้จ่ายของ กสทช.ว่า ปี 2555 กสทช.คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายรวม 2,500 ล้านบาท มีรายได้ 4,000 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายนั้น แบ่งเป็นค่าเงินเดือนกสทช. 11 คน ประธาน กสทช.เงินเดือน เดือนละ 120,000 บาท ค่าตอบแทนพิเศษเดือนละ 300,000 บาท กรรมการ กสทช.เงินเดือน เดือนละ 100,000 บาท เงินตอบแทนพิเศษ 250,000 บาท ส่วนเงินค่ายานพาหนะประธานได้ 4.5 ล้านบาท กรรมการ 4 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ จะใช้ตั๋วเครื่องบินชั้น 1 เฟิร์สคลาส ค่าเงินเดือนพนักงานเดือนละ 40 ล้านบาท ค่าเช่าและปรับปรุงอาคารสำนักงานเอ็กซิมแบงก์ เป็นต้น
"ตำแหน่งประธาน กสทช.เทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี ส่วนกรรมการ กสทช.เทียบเท่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังใช้อัตราเงินเดือนเดิมของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)ไปพลางๆ ก่อน จนกว่ารัฐบาลจะตอบกลับมายัง กสทช.ว่าจะเห็นชอบอัตราดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาล"
นายฐากร กล่าวต่อว่า กสทช.ทั้ง 11 คน มีสิทธิ์จ้างที่ปรึกษาส่วนตัวคนละ 3 คน ยกเว้นประธาน กสทช.มีสิทธิ์จ้างที่ปรึกษา 5 คน รวม 35 คน โดยแต่ละคนจะได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 85,000-120,000 บาท หรือคิดเป็นเงินค่าจ้างที่ปรึกษาเดือนละ 4.2 ล้านบาท หรือปีละ 50.4 ล้านบาท ซึ่งการแต่งตั้งที่ปรึกษานั้น กสทช.เป็นผู้กำหนดระเบียบและออกเป็นประกาศ กสทช. อีกทั้ง กสทช.ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการอนุกรรมการชุดต่างๆ มากกว่า 30 ชุด โดยกรรมการในคณะอนุกรรมการแต่ละคน มีสิทธิ์เป็นกรรมการได้ 3 ชุด และรับเบี้ยประชุมไม่เกิน 4 ครั้ง โดยคณะอนุกรรมการจะมีค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 5,000 บาท ยกเว้นประธานคณะอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมครั้งละ 8, 000 บาท
นอกจากนี้ยังต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือเงินเดือนให้กับคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (ซุปเปอร์บอร์ด) ที่วุฒิสภา (ส.ว.) จะต้องทำการสรรหา เพื่อมาทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินผลงานการใช้เงินงบประมาณและการทำงานของ กสทช. โดยประธานซุปเปอร์บอร์ด 120,000 บาท กรรมการ 100,000 บาท
นายฐากร กล่าวต่อว่า นับตั้งมีการแต่งตั้ง กทช. เมื่อ 1 ต.ค. 2547 แต่ได้เปลี่ยนสถานะเป็น กสทช. รวมเป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีรายได้ 24,068 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 12,572 ล้านบาท และนำรายได้ส่งเข้ารัฐ 11,493 ล้านบาท โดยรายได้นั้นมาจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในอัตรา การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเลขหมาย เลขหมายละ 2 บาทต่อเดือน ค่าธรรมเนียมการใช้คลื่นความถี่ เป็นต้น
"ผมขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการใช้เงินอย่างประหยัด ไม่ได้ฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด และการใช้เงินงบประมาณนั้นได้ผ่านการรับรองของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าใครยังมีข้อสงสัยก็สามารถตรวจสอบได้ โดย กสทช.จะประกาศการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ผ่านเว็บไซต์ทั้งหมด"
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ได้ล่ารายชื่อ ส.ว.เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธาน ส.ว. เพื่อคัดค้านการคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งกรรมการซุปเบอร์บอร์ด กสทช. เนื่องจากเป็นการออกระเบียบการคัดเลือกของวุฒิสภา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นควรจะทบทวนให้เป็นการออกระเบียบที่ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนที่จะนำไปประกาศใช้ต่อไป
ตารางรายได้-รายจ่าย
-ปี 2548 มีรายได้เข้าสำนักงาน 355 ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 196 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 158 ล้านบาท
-ปี2549 มีรายได้เข้าสำนักงาน 2,185 ล้านบาท รายจ่าย 1,345 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 839 ล้านบาท
-ปี 2550 มีรายได้เข้าสำนักงาน 3,059 ล้านบาท รายจ่าย 2,264 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 795 ล้านบาท
-ปี 2551 มีรายได้เข้าสำนักงาน 5,405 ล้านบาท รายจ่าย 2,960 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 2,445 ล้านบาท
-ปี 2552 มีรายได้เข้าสำนักงาน 5,266 ล้านบาท รายจ่าย 1,379 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 3,887 ล้านบาท
-ปี 2553 มีรายได้เข้าสำนักงาน 3,733 ล้านบาท รายจ่าย 2,078 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 1,654 ล้านบาท
-ปี 2554 มีรายได้เข้าสำนักงาน 4,050 ล้านบาท รายจ่าย 2,350 ล้านบาท ส่งคืนรัฐ 1,700 ล้านบาท
โดย: ทีมข่าวเศรษฐกิจ
24 มกราคม 2555, 17:00 น.
ไทยหล่นฮวบ! อันดับโลกด้านไอที เป็นรองอินโดฯ-เวียดนาม
ไทยหล่นฮวบ! อันดับโลกด้านไอที เป็นรองอินโดฯ-เวียดนาม
ตะลึง! ไทย ร่วงอันดับโลกด้านความพร้อมเทคโนโลยีและการใช้งาน รั้งอันดับ 57 จากเดิมอยู่ที่ 49 พบกว่า 15 ล้านครัวเรือนยังขาดแคลนอุปกรณ์ไอที ขณะที่ อนุฯคุ้มครองโทรคมนาคมระบุ USO ต้องเน้นการมีส่วนร่วม...
เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม และกลุ่มภารกิจด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. จัดการประชุม แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการสังคมกับการมีส่วนร่วมของกลุ่ม/เครือข่ายชนเผ่า คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม
นายศรีสะเกษ สมาน อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้เพื่อระดมความคิดเห็นจากกลุ่มเครือข่าย เช่น กลุ่มชนเผ่า คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน เพื่อลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการและเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ในร่างแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมฉบับนี้ ได้เสนอแนวทางในการปรับเปลี่ยนวิธีการในการระดมทุนจากผู้ให้บริการ จากเดิมที่ใช้วิธีให้ผู้ให้บริการเลือกได้ระหว่างการยื่นแผนการดำเนินงานต่อ กสทช. กับการให้ผู้ให้บริการต้องจัดสรรเงินร้อยละ 4 ของรายได้ ซึ่งตามแผนการจัดการฯ เดิมนั้นมีเงินกองทุนฯ ทั้งสิ้น 2,929 ล้านบาท แต่ร่างแผนการจัดการฯ ฉบับนี้เปลี่ยนจากวิธีการ ทำหรือจ่าย เป็นวิธีการประมูล
อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวต่อว่า วิธีการนี้เป็นการระดมทุนมาไว้ที่กองกลางทั้งหมดก่อน คือ สำนักการบริการอย่างทั่วถึง (USO) สำนักงาน กสทช. จากนั้นจึงเปิดให้มีการประมูลในส่วนของการพัฒนาโครงข่าย โดยผู้ที่ประมูลราคาต่ำสุดจะเป็นผู้ได้ทำโครงการเพื่อขยายโครงข่ายการเข้าถึงบริการตามแผนงานของ USO อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้อาจดีในแง่ของการปรับปรุงพัฒนาโครงข่ายในด้านการเข้าถึง แต่งานของ USO ควรรวมถึงการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยีและบริการ เพื่อตอบสนองกลุ่มคนด้อยโอกาส เช่น คนพิการทางสายตา และการเคลื่อนไหว หรือผู้สูงอายุก็ตาม
นอกจากนี้ ยังควรรวมถึงการพัฒนาศักยภาพ ภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มเครือข่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น คือความร่วมมือทั้งส่วนผู้ให้บริการ USO และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ เพื่ออุดช่องว่างและทำให้การทำงานเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ป้องกันปัญหาเช่นที่ผ่านมา การทำโครงการแจกบัตรโทรศัพท์ แต่ไม่มีเครื่องรองรับจึงไม่เกิดประโยชน์กับคนด้อยโอกาส ควรเปลี่ยนแนวคิดจากการให้อย่างเดียวเป็นการมีส่วนร่วมและพัฒนาศักยภาพ
นายจิรศิลป์ จรรยากุล จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. กล่าวว่า การเน้นเรื่องการพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ชนบทมากเกินไปเท่ากับประชาชนต้องรับภาระในการจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือ ขณะที่โทรศัพท์พื้นฐานมีราคาถูกกว่า ดังนั้นจึงควรใช้ระบบไวเลสมาช่วยแทนการลากสายเข้าบ้าน ก็จะทำให้สามารถใช้โทรศัพท์พื้นฐานได้มากขึ้น แทนที่จะต้องขยายโครงข่ายเพียงอย่างเดียว และหากเข้าสู่ระบบ 3G ก็จะยิ่งทำให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ USO สำนักงาน กสทช. ระบุว่า สถานการณ์ในการเข้าถึงสารสนเทศของประชาชนว่า จากสถิติจำนวนครัวเรือนที่มีอุปกรณ์ไอซีทีทั่วราชอาณาจักร ปี 2553 พบว่า ยังมีครัวเรือนอีกร้อยละ 78 หรือจำนวน 15,158,000 ครัวเรือน จาก 19,644,00 ครัวเรือนที่ยังไม่มีอุปกรณ์ไอซีที และสถิติจำนวนครัวเรือนที่มีอุปกรณ์ไอซีที ในกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2553 พบว่า ในกรุงเทพฯ จำนวนครัวเรือนที่ยังไม่มีอุปกรณ์ไอซีที อยู่ร้อยละ 55 หรือ 1,109,00 ครัวเรือนจาก 2,020,000 ครัวเรือน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนครัวเรือนที่ยังไม่มีอุปกรณ์ไอซีที อยู่ร้อยละ 87
อีกทั้ง จากการเปรียบเทียบดัชนีความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปี 2009-2010 และปี 2010-2011 ของเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม (World Economic Forum) พบว่า ประเทศไทยตกอันดับจากอันดับที่ 47 ลงมาอยู่ที่อันดับที่ 59 เป็นรองประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม ส่วนดัชนีชี้วัดความพร้อมในการใช้งานไอซีที ประเทศไทยตกมาอยู่ที่อันดับที่ 75 ตามหลัง เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย และเวียดนาม
มีรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ จะจัดประชุมเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นต่อแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการสังคม ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ถ.วิภาวดีรังสิต ก่อนนำเสนอแผนให้ กสทช. พิจารณาต่อไป
โดย: ทีมข่าวไอทีออนไลน์
27 มกราคม 2555, 13:00 น.