ติดต่อ คุณอัจฉรา 086-6282817 หรือร่วมบริจาค ธ.กรุงไทย เลขบัญชี 031-0-03432-9 หรือ ธ.กรุงเทพ เลขบัญชี 145-5-24762-5 ชื่อบัญชีสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน ต้องใช้จ่าย เดือนละ 1 แสนบาท โดยเป็นค่าใช้จ่าย ใน 3 โครงการ ที่ดูแล คนเร่ร่อนไร้บ้าน...พนักงานบริการ ...เด็กและเยาวชนในชนบทกลุ่มต่าง ๆ /"ความสำเร็จประกอบด้วยความผิดพลั้งหลายๆ ครั้งมารวมกันโดยที่ความกระตือรือร้นที่หวังจะพบกับชัยชนะนั้นยังคงอยู่" (วินสตัน เชอร์ชิลล์).
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
โปรดระวังแมลงลักษณะนี้ให้ดีมีใน กทม.แล้วด้วย
เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการป้องกันตัวเอง
From: windy_jeed26@hotmail.com
Subject: ระวัง อันตรายมาก ควรอ่าน
Date: Fri, 20 Aug 2010 13:58:48 +0700
โปรดระวังแมลงลักษณะนี้ให้ดีมีใน กทม.แล้วด้วย
เรียก อีกอย่างว่า แมลงก้นกระดกค่ะ ลุงแว่น
ที่กำแพงแสนมีจนจะเรียกได้ว่า เป็น 1 ในกลุ่มประชากรแล้วค่ะ
เพราะมี คณะเกษตรภาคพืชไร่อ่ะค่ะ เห็นว่า ปลูก ต้นอะไรสักอย่างที่แมลงชนิดนี้ชอบ
อีก อย่างที่ต้องระวังคือ ถ้าเจอ ห้ามตบห้ามตีค่ะ เพราะ ถ้าตัวมันแตก สารที่ไหลออกมา
จะเป็นตัวเรียกเพื่อนมันมาค่ะ เห็นเพื่อนที่อยู่หอในมหาลัย บอกว่า ถ้าเจอให้ใช้เทปแปะ
ให้มันอยู่กับที่แล้วตายไปเองค่ะ
อ้อ จะบอกว่า ไบกอน ฆ่าไม่ตายค่ะ เป็นแมลงวิวัฒนาการสูง โปรดทราบ และ ระวังด้วย
ชื่อ ทางการของมันชื่อ แมลงด้วงน้ำมัน ถ้าโดนแล้วห้ามเกาเด็ดขาด เพราะมันจะลามไปเรื่อยๆ
หนองหรือน้ำเหลืองของเราจะทำให้ลามจากอีกจุดเพิ่มเป็นอีกจุดลาม เป็นแผล ใหญ่
และที่สำคัญตอนนี้แมลงนี้มีอยู่ใน กทม. แล้ว ด้วย
เรียน ทุกท่านทราบ
เพื่อเป็นการเตือนถึงอันตรายของแมลง และ อาการที่เกิดขึ้น
( ตามภาพ ที่แนบมา) ดร.วัฒนา อู่วาณิชย์ เพื่อนที่ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ได้ส่งเมล์มาให้เพื่อกระจายข่าวต่อด้วย ค่ะ
โปรดระวังแมลงลักษณะนี้ให้ดี คนหลายคนถูกแมลง ชนิดนี้ทำร้ายหลายรายแล้ว
หากโดน กรุณาพบแพทย์โดยด่วนมิฉะนั้นแผลจะลุกลามไปรวดเร็วมาก
แมลง ชนิดนี้จะไม่กัดหรือต่อย แต่ฉี่ของมันมีความเป็นกรดสูงมากและเป็นสาเหตุ
ให้เกิดแผล ซึ่งหาก เกิดเป็นแผลแล้วเอามือไปถูกแผลนั้นให้รีบล้างมือโดยเร็ว
มิ ฉะนั้นจะเกิดแผลลุกลามไปยังที่ๆ เอามือไปสัมผัสต่อไปอีก
|
โปรดส่งต่อไปเรื่อยๆ เมื่อรู้แล้วจะได้ป้องกัน |
--
วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553
3G ประเทศไทยในปัจจุบัน
September 15th, 2010 by icez | Posted in
Misc<http://www.icez.net/blog/topics/misc>
|
จาก entry ที่แล้ว ... ทีนี้มีคนมาถามว่า แล้วตกลงไอ้ 3G
ในไทยที่ค่ายโน้นค่ายนี้เค้าโฆษณากันใหญ่โตนั่น ตกลงตอนนี้เป็นยังไงกันบ้าง
งงไปหมดแล้ว (ผมด้วย) ก็เลยลองมารวบรวมสรุปสถานการณ์ให้ดูคร่าวๆ ครับ
ไล่ลำดับกันทีละค่ายเลยละกันนะครับ
**** ข้อมูลหาอ้างอิงไม่เจอ หากมีความผิดพลาดต้องขออภัยด้วยครับ ****
**** ข้อมูลเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553
(เขียนดักไว้ก่อนเผื่อวันหลังย้อนมาอ่าน) ****
AIS
- คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz จากคู่สัมปทาน TOT
- มีการใช้งานในระบบ 2G ปัจจุบันของ AIS หนาแน่นมาก ทำให้ติดตั้งมากไม่ได้
- ใช้ติดตั้งระบบ 3G UMTS/WCDMA ได้สบาย เป็นคลื่นในย่าน low band สากล
- ปัจจุบันมีเปิดใช้ในระบบ 3G พื้นที่เล็กๆ ในเขต อำเภอเมืองเชียงใหม่,
หัวหิน ประจวบฯ, นครราชสีมาบางส่วน, ชลบุรี
- ในกรุงเทพฯ มีใช้ได้สองจุดคือ สยามพารากอน และดิจิตอลเกตเวย์
- ความเร็วปัจจุบัน 7.2/5.76mbps HSUPA (ยกเว้นหัวหินได้ถึง 21mbps)
- ให้บริการเชิงพาณิชย์ได้เต็มรูปแบบ คือจะใช้ก็ต้องจ่ายตังค์ว่างั้น
- ตอนนี้ถ้าอยู่พื้นที่ 3G และมือถือรับสัญญาณ 3G AIS ได้ จะสามารถใช้สัญญาณ
3G แทน EDGE ได้โดยไม่เสียค่าบริการเพิ่ม แต่จำกัดความเร็วที่ WCDMA 384kbps
DTAC
- คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ขนาด 10MHz (2 ช่องสัญญาณ) จากคู่สัมปทาน CAT
- เกิดมาได้พักนึงแล้ว แต่ไม่ได้มีการนำมาใช้งานจริงจัง *
เนื่องจากติดข้อกำหนดด้านกฎหมาย*
- ไม่ได้ซิกแซกแบบ True ที่เกือบโดน CAT ยึดความถี่คืนด้วย
- เปิดให้ใช้บริการเฉพาะผู้ที่ได้รับคัดเลือก พื้นที่กรุงเทพมหานครบางส่วน
เช่นสยาม, จุฬา, ...
TrueMove
- คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ขนาด 5MHz (1 ช่องสัญญาณ) จากคู่สัมปทาน CAT
ที่เกลี่ยมาจาก DTAC อีกที
- ช่วงแรก ซิมเติมเงินใช้ได้ฟรีพักใหญ่ๆ จำกัดความเร็วที่ 2mbps
พื้นที่ประมาณ 50% ของกรุงเทพ
- ช่วงหลังๆ (จริงๆ ก็ตั้งแต่เริ่มขาย iphone) ขายพ่วงโปรโมชั่นกับ iPhone ,
BlackBerry และ Moto Milestone เท่านั้นถึงจะใช้ได้
- ถ้าไม่มีโปรโมชั่นพวกนั้น จะเจอค่าบริการมหาโหดเท่ากับ GPRS/EDGE ที่ KB
ละ 12 สต. (ราวๆ MB ละร้อยกว่าบาท)
- ปัจจุบันพื้นที่ให้บริการ <http://www.truemove.com/th/service-3g-3.html>
ครอบคลุมถือว่าค่อนข้างทั่วกรุงเทพและปริมณฑล
- ต่างจังหวัด ใช้ได้ที่พัทยาหย่อมนึง
ชายฝั่งด้านตะวันตกของภูเก็ตเกือบทั้งหมด และอำเภอเมืองเชียงใหม่อีกหย่อมนึง
TOT Mobile (และ MVNO สารพัดชื่อ)
- เป็นรายเดียวในปัจจุบันที่เปิดให้บริการ 3G ที่คลื่นมาตรฐาน (ย่าน 2100
MHz) ที่ความถี่ 2155-2170 MHz ขนาด 3 ช่องสัญญาณ
- ได้มาจากการซื้อหุ้น ThaiMobile มาจาก CAT แล้วเอามาทำใหม่อีกที
- โครงการเฟสแรก ติดตั้งประมาณ 500 site ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
ใช้งานจริงอยู่ ที่ความเร็ว 7.2 - 14.4mbps แล้วแต่เสา
- จุดอับสัญญาณค่อนข้างเยอะ เนื่องจาก site ยังค่อนข้างห่างกัน
และความถี่สูงมากทำให้ส่งได้ระยะทางใกล้ๆ
- เปิดให้รายย่อยเปิดให้บริการในนาม MVNO หลายรายในปัจจุบัน
- สาเหตุที่ขยายบริการต่อไม่ได้ เนื่องจาก
ครม.ตีกลับแผนการขยายสัญญาณไปหลายรอบแล้ว (เซ็ง)
Hutch
- ให้บริการในระบบ CDMA ย่าน 800MHz (ถ้าดูช่วงความถี่ จะเป็นช่วงใกล้ๆ
กันกับ 850MHz ที่ให้ True/DTAC ใช้)
- มีพื้นที่ที่เป็น 3G คือ EV-DO Rel.0 ความเร็ว 2.4mbps/153.6kbps
อยู่บ้างบางส่วน
- ให้บริการในเขต 25 จังหวัดภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก
- ทำท่าจะโดน CAT ซื้อคืน แต่ก็โดนตีกลับไปหลายรอบแล้วเหมือนกัน
CAT CDMA
- ให้บริการในระบบ CDMA ย่าน 800MHz เหมือน Hutch
- พื้นที่ให้บริการ*ทั้งหมด*เป็น 3G แล้วในระบบ EV-DO Rev.A ที่ความเร็ว
3.1/1.8mbps
- ให้บริการในเขต 51 จังหวัดภาคเหนือ อีสาน ใต้
- พื้นที่ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศไทย และใช้งานได้จริงในราคาไม่แพงเกิน
(net unlimit 790 บาทต่อเดือน)
- ร่ำๆ จะ take over Hutch เพื่อให้พื้นที่ครอบคลุมทั่วไทย 100%
หลายรอบแล้วแต่ติดอะไรซักทีก็ไม่รู้
ที่มา http://www.icez.net/blog/
วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553
จดหมายจากวิกีลีกส์ถึงรัฐบาลไทย
จดหมายจากวิกีลีกส์ถึงรัฐบาลไทย
เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลไทยได้ดำเนินการบล็อควิกีลีกส์ซึ่งเป็นเวปไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยไม่เปิดเผยแหล่งที่มา ทั้งนี้วิกีลีกส์ได้เรียกตนเองว่าเป็นระบบเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างไม่มีการปิดบัง วิกีลีกส์ตอบโต้ด้วยการตั้งเวปไซค์ขึ้นมาใหม่โดยให้ชื่อว่าไทยลีกส์ และข้อความข้างล่างคือข้อความของวิกีลีกส์ถึงคณะรัฐบาลไทย
“เรียน คณะรัฐบาลไทย
ในที่สุดรัฐบาลของท่านก็ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยเผด็จการแห่งชาติบล็อควิกิลีกส์
บางคนสงสัยว่าข้อมูลส่วนไหนที่ท่านต้องการที่ปิดบังจากประชาชน หรือเป็นข้อมูลที่ระบุว่ามีเวปไซค์ใหม่ทั้งหมด 1,203 เวปไซต์ที่เพิ่งจะถูกบล็อคเมื่อไม่นานมานี้ ข้อมูลเกี่ยวกับนายแฮรี่ นิโคเลดส์ นักโทษทางการเมือง?
อย่างไรก็ตามเหตุผลของท่านไม่เกี่ยวข้องกับเรา เราอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ตของท่าน ทำหน้าที่ปกป้องระบบหมุนเวียนข้อมูลอันเสรีภาพ ดังนั้นข้อมูลอะไรก็ตามที่ท่านลบออก เราจะนำกลับมาลงใหม่ เราเกิดและเติบโตในท่อ (เครือข่ายอินเตอร์เน็ต) และภาษาแม่ของเราคือรหัสลับ
วันนี้เราได้จัดทำเวปไซค์ไทยลีกส์ขึ้นมา เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงระบบกรองแบบพื้นๆของท่าน ท่านสามารถเพิ่มเวปไซต์ดังกล่าวลงไปในรายการเวปไซต์ที่ควรถูกบล็อกของท่าน แต่นั้นไม่ได้ทำให้เรากังวลเลย เพราะมีนักท่องอินเตอร์เน็ตหลายพันคนที่พร้อมจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปสู่จุดหมายอันแท้จริง และนั้นก็คือประชาชนชาวไทย
ท่านสามารถเข้าเวปไซต์วิกิลีกส์ด้วยการเข้าไปที่วิกีไทยลีกส์หรือใช้ secure connection ( ท่านต้องกดยินยอมรับใบรับรองก่อน) ใน https-enabled
เราคือวิกีกง ( Wikicong เป็นการเล่นคำระหว่างวิกีกับทหารเวียดกงที่ต่อสู้อเมริกาแบบใต้ดินในสงครามเวียดนาม) หน่วยคอมมานโดใต้ดินของ Telecomix Crypto Munitions Bereau
เราเชื่อมโยงคนเข้าด้วยกัน
เราเป็นอิสระ
เราคือแมงกะพรุน
เราจะทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพทางข้อมูลข่าวสารของประชาชนต่อไป”
หากท่านมีคำถามหรือต้องการคำตอบ โปรดเข้าไปที่ห้องสนทนาของเรา ซึ่งเป็นแหล่งที่นักท่องอินเตอร์เน็ตอาจมีคำตอบให้กับคำถามของท่าน และท่านยังสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่รัฐบาลไทยบล็อกวิกีลีกส์ได้ที่ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
http://robertamsterdam.com/thai/?p=359
--
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เสรีไทย กับ การประกาศวันสันติภาพ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ (1945)
เสรีไทย กับ การประกาศวันสันติภาพ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ (1945)
ผลงานของ ด.ช.พีท ตรีบำรุง จากประกวดภาพศิลปะเด็กและเยาวชนครั้งที่ ๕ "ความดี"
เสรีไทย กับ การประกาศวันสันติภาพ 16 สิงหาคม 2488 (1945)
นำเสนอโดย อุทัย สุจริตกุล
วันนี้ 16 สิงหาคม 2552 เป็นวันที่เมื่อ 64 ปีที่แล้วมา 16 สิงหาคม 2488 (1945) ประเทศ ไทยได้ประกาศเป็นวันสันติภาพทันทีที่ญี่ปุ่นได้ประกาศยอมแพ้ต่อสัมพันธมิตร ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยโดยรัฐบาลขณะนั้นได้ประกาศสงครามกับสหราชอาณาจักร (Great Britain) และสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 (1942) รวม ทั้งประกาศเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นร่วมทำสงครามเอเซียบูรพา สหราชอาณาจักรได้ประกาศตอบทำสงครามกับประเทศไทย แต่สหรัฐฯ มิได้ประกาศตอบ แต่เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ต่อสัมพันธมิตร ประเทศ ไทยได้ประกาศสันติภาพทันทีที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้และสัมพันธมิตรโดยมีสหราช อาณาจักรและสหรัฐอเมริกาประกาศยอมรับการประกาศสันติภาพของประเทศไทย
เรื่อง นี้ ได้มีข้อสงสัย และ คำถามจากบุคคลหลายกลุ่ม หลายคณะ ว่าอะไรเป็นเหตุให้สัมพันธมิตรยอมรับการประกาศสันติภาพและไม่ถือว่าไทยเป็น ผู้แพ้สงคราม เบื้องหลังของเรื่องนี้จะต้องมีกลไก กิจกรรม ที่สำคัญ ๆ มากมาย มีผลเป็นที่พอใจและเชื่อถือต่อสัมพันธมิตรตลอดเวลาสงคราม สิ่งเหล่านั้นคืออะไร? และ พร้อม ๆ กับการประกาศสันติภาพนั้น ดร. ปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทย ประกาศว่า การประกาศสงครามของประเทศไทย ต่อสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกานั้นเป็นโมฆะ เพราะขัดกับเจตนารมย์ของคนไทยทั้งประเทศ
ขบวน การเสรีไทย ซึ่งประกอบด้วยคนไทยและต่างชาติ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีอุดมคติและจุดประสงค์เดียวกัน คือร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ต่อต้านและขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกจากประเทศไทย เพื่อให้สงครามยุติโดยเร็วที่สุด การปฏิบัติและผลงานที่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับจากขบวนการเสรีไทยตลอดสงครามมี มากมาย ไม่สามารถที่จะบรรยายให้หมด ณ ที่นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ผลงานที่สำคัญ ๆ ส่วนใหญ่ของเสรีไทย จะหาอ่านได้จากหนังสือตำนานของเสรีไทย หรือ THE FREETHAI LEGEND โดย ดร. วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิต
การประชุมสุดยอดของฝ่ายสัมพันธมิตร ณ เมือง Quebec Canada ในปี 2486 (1943) มีหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งที่เกี่ยวกับประเทศไทย ที่ประชุมได้มีมติให้มีการแบ่งพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ (Southeast Asia) มีพม่า มะลายู ชะวา อินโดจีน และ ไทย พื้นที่ของประเทศดังกล่าว ที่อยู่ใต้เส้นขนานที่ 16 (16 ํN) จะอยู่ในเขตปฏิบัติการและอำนาจอนุญาตปฏิบัติงานทางทหารของอังกฤษ ส่วนที่อยู่เหนือเส้นขนานที่ 16 (16 ํN) จะอยู่ในอำนาจของจีน (เจียง ไค เช็ค) และในปีเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้แต่งตั้ง พล.ร.อ. ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเตน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตรภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
พล.ร.อ. เมาท์แบตเตน ได้บินไปพบเจียงไคเช็คที่เมืองจุงกิง เสนอขอแก้ไขความตกลงการแบ่งพื้นที่หรือเขตของประเทศไทยและอินโดจีน ให้อยู่ในอำนาจและอนุญาตปฏิบัติการทางทหารของอังกฤษ เจียงไคเช็คไม่ตกลงที่จะให้แก้ไข แต่หากอังกฤษ จะทำการปฏิบัติการทางทหารในเขตประเทศไทย และอินโดจีน เหนือเส้นขนานที่ 16 (16 ํN) ก็ไม่ขัดข้อง โดยไม่ต้องขออนุญาตจากจีนก่อน ซึ่งก็หมายความว่าจีนก็ยังคงมีอำนาจทำได้เช่นเดิม
ก่อน การประกาศยอมแพ้ของญี่ปุ่น ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดของ พล.ร.อ. เมาท์แบตเตน ได้ให้คำแนะนำ ให้ดร.ปรีดีฯประกาศโดยด่วนยกเลิกการประกาศสงคราม ตลอดจนสัญญาและข้อตกลงต่าง ๆ ที่รัฐบาลไทยทำไว้กับญี่ปุ่น โดยกระทรวง การต่างประเทศอังกฤษให้แจ้งว่า หากดร.ปรีดีฯ ดำเนินการตามข้อแนะนำ อังกฤษก็พร้อมที่จะไม่บังคับให้ไทยยอมจำนน เยี่ยงผู้แพ้สงคราม เพราะขบวนการเสรีไทยได้ให้ความสนับสนุนภารกิจสงครามแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็น อย่างดีตลอดมา
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2488 สมเด็จพระจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นประกาศให้ประชาชนและกองทัพญี่ปุ่นยอมจำนนต่อสัมพันธมิตร พล.ร.อ. เมาท์แบตเตนได้ส่งวิทยุด่วนถึง ดร.ปรีดีฯ แจ้ง เรื่องนี้ในวันที่ 16 สิงหาคม และในวันเดียวกันนี้เองประเทศไทยก็ได้ประกาศสันติภาพ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาประกาศยอมรับการประกาศสันติภาพของไทยทันที
ในวันที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ จีนได้ส่งทหารเข้าไปในเขตรัฐฉาน (Shan State) เพื่อจะเข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่นในประเทศไทย ดร.ปรีดีฯได้ขอให้หน่วย O.S.S. ของสหรัฐฯ ที่ประจำอยู่กับเสรีไทยในกรุงเทพฯ แจ้งพฤติกรรมของกองทหารจีนแก่สหรัฐฯ พร้อมกับแจ้งให้สหรัฐฯทราบว่า หากกองทัพจีนเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในดินแดนไทย ความไม่สงบเรียบร้อยจะเกิดขึ้น
การ แจ้งให้สหรัฐฯได้ทราบอย่างรวดเร็วนี้ เป็นผลให้ประธานธิบดีทรูแมน ออกคำสั่งและย้ำว่า พล.ร.อ. เมาท์แบตเตนเป็นผู้มีอำนาจปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นในประเทศไทย เมื่ออังกฤษส่งกองทหารจากอินเดียจำนวนหนึ่งเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่น ทำให้จีนไม่พอใจ และมีจีนกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพฯ มีปฏิกิริยาก่อความไม่สงบ แต่ก็ถูกทหารและตำรวจของไทยปราบปรามได้อย่างรวดเร็ว
ผลงานที่ดีเด่นของเสรีไทย และการประกาศสันติภาพของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 (1945) เป็นผลให้ประเทศไทยยังคงรักษาเอกราชอธิปไตยไว้ได้เช่นเดิม กองทัพไทยไม่ต้องยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร และถูกปลดอาวุธ ทหาร ของสัมพันธมิตรที่เข้ามาปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย เมื่อเสร็จภารกิจแล้วก็ถอนกลับไปหมด ไม่เหมือนกับบางประเทศในเอเชียและยุโรป ที่ยังคงมีทหารต่างชาติประจำการอยู่จนทุกวันนี้
ขบวน การเสรีไทย ได้เพียรพยายามมาด้วยความยากลำบากในการที่จะได้มาซึ่งการประกาศสันติภาพของ ไทย ในโอกาสที่วันสำคัญได้เวียนมาครบ 64 ปี ในปี 2552 นี้ คนไทยน่าจะภาคภูมิใจ ไม่สมควรที่จะลืมวันสำคัญนี้เสียตลอดไป
อนึ่ง ตลอดมานับจากวันประกาศสันติภาพในปี 2488 ทุก ๆ วันที่ 16 สิงหาคมของปี พวกเราเสรีไทยได้ประกอบพิธีทางศาสนาเพื่อระลึกถึงและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ เสรีไทยทุกท่านที่ได้สละชีวิตรับใช้ชาติ พิธีการก็ได้กระทำอย่างเรียบง่ายเท่าที่โอกาสและฐานะจะอำนวยให้ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการกำหนดให้วันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันสันติภาพไทย และกรุงเทพมหานคร คุณพิจิตร รัตตกุล ผู้ว่าราชการฯ ขณะนั้น และคุณสมคาด สืบตระกูล เลขานุการผู้ว่าราชการฯ ได้เห็นคุณค่าและความเสียสละของขบวนการเสรีไทย ได้ดำเนินการขออนุมัติงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อก่อสร้างอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ ณ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม และเมื่อการก่อสร้างอาคารเสร็จเรียบร้อยแล้ว การประกอบพิธีทางศาสนาอุทิศส่วนกุศลตามที่ได้เคยจัดทำที่ตึกวชิรญานวงศ์ รพ. จุฬาลงกรณ์ เป็นประจำจึงได้ย้ายมาจัดทำที่อาคารเสรีไทยอนุสรณ์ บึงกุ่ม โดยท่านอดีตผู้ว่าฯ ได้มอบให้ ผอ. เขตบึงกุ่มให้ความร่วมมือกับฝ่ายปฏิบัติงานของสถาบันปรีดีพนมยงค์เป็นผู้จัด ทำตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา
ปี หน้า พ.ศ. 2553 จะเป็นวันครบรอบปีที่ 65 ของการประกาศสันติภาพของประเทศไทย กระผมขออนุญาตเสรีไทยทุกท่านพูดในนามของเสรีไทย เสนอ พณฯ นายกรัฐมนตรี ได้โปรดให้ความสำคัญแก่วันดังกล่าวนี้ให้มากขึ้น และหากเป็นไปได้ขอเรียนเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้โปรดมอบหมายหรือสั่งการ ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญนี้ให้เป็นผู้อุปถัมภ์ และจัดงานระลึกถึงวันสำคัญนี้ โดยมีเขตบึงกุ่มและสถาบันปรีดีพนมยงค์เป็นที่ปรึกษาและประสานงานเป็นประจำ ทุกปี
FREETHAI MOVEMENT AND DECLARATION OF PEACE DAY
16 AUGUST 1945
Presented by Uthai Sucharitkul
Go back to 64 years ago – today 16 August 1945, Thailand had declared Peace Day immediately after Japanese Armed Forces had surrendered to the Allies - Great Britain and United States of America. Such declaration by Thailand was actively endorsed by Great Britain and United States of America despite Thailand – the then Government had declared war against G.B. and U.S.A. on 25 January 1942.
There are and there were questions about this matter from various groups doubtfully what caused the Allies to endorse such Declaration and disregard Thailand as looser. Apparently, there must be an outstanding mechanism and performances played the most important roles throughout the war by FreeThai Movement which caused great satisfaction to the Allies. At the same time with Peace Day Declaration, Dr. Pridi or rather code name RUTH the leader of FreeThai Movement announced that the Declaration of War against G.B. and U.S.A. by the then Thai Government on 25 January 1942 was invalid as it was contradicted to the intention of the majority of the Thai people.
FreeThai Movement comprised of Thais and foreigners inside and outside the Country with the same ideal and objective to work together and collaborate with Allies in order to resist and defeat the Japanese Armed Forces as soon as possible. There were lots of activities and results performed by FreeThai Movement throughout the War which cannot be able to present right here due to time given. Nevertheless, details of FreeThai Movement performances are available in the Legend of FreeThai Movement Book written by Dr. Vichitwong Na Pompet, member of the Royal Institute.
Shortly, prior to the Japanese’s surrender, the Allies Supreme Command H.Q. Southeast Asia advised RUTH to urgently announce the Cancellation of War Declaration as well as all agreements that Thailand had agreed with the Japanese and if RUTH has proceeded in accordance with such advice, the Foreign Ministry agreed not to treat Thailand to either surrender or looser. This is simply because the FreeThai Movement has been continuously performing an outstanding collaboration and field activities to the Allies.
15 August 1945, Japanese Emperor requested all Japanese and the Armed Forces to surrender to Allies. In such incident, Admiral Mountbatten had transmitted the urgent message informing the incident to RUTH on 16 August and on the same day Thailand immediately declared the Peace Day. G.B. and U.S.A. endorsed such declaration by Thailand.
Right after Japanese’s surrender, China, Chiang Kai Check deployed troops into Shan State to make path into Thailand to disarm the Japanese. RUTH requested O.S.S. in Bangkok to report this incident to Washington plus the remarks that “if Chinese troops come to disarm the Japanese in Thailand, the situation unrest will possibly be occurred.”
By the result of urgent notification, President Truman issued the order and stressed that Admiral Mountbatten had full authorization to disarm the Japanese Armed Forces in Thailand. By having British troops to disarm the Japanese in Thailand, the situation unrest had occurred in downtown Bangkok by some Chinese groups. But the situation was settled shortly by Thai military and police.
FreeThai Movement’s outstanding performance and Declaration of Peace Day on 16 august 1945 caused Thailand to maintain Independence and Sovereignty. Submission by the Royal Thai Armed Forces to Allies was not required and the most important point to be notice is there was no single Allied troops left in Thailand after the disarmed mission completed, unlike some countries in Asia and Europe up till now.
In order to obtain the Declaration of Peace Day, FreeThai Movement had endeavoured and sacrificed lives and blood as well as all kinds of hardship. On this occasion of the auspicious day has turned 64 years today, all Thai people should be proud of and should not forget this auspicious day – keep it in mind forever and ever.
Honourable Governors, Excellencies, Distinguished Guests.
May I take this auspicious occasion to request you all to rise for 1 minute to commemorate to our Heroes members of FREE-THAI MOVEMENT.
Thank you – much obliged.
--
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=489471
เกมกทช.ทวนกระแส 'เสรี'
ถูกตั้งคำถามกระหึ่มขึ้นมาทันที เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้มีมติออก (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคน ต่างด้าว พ.ศ. ..... เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อจัดให้มีการประชาพิจารณ์อีกครั้งในวันที่ 20 สิงหาคมที่จะถึงนี้
คำถามก็คือว่า ทำไม? กทช.ถึงได้ออกร่างประกาศดังกล่าวทั้ง ๆ ที่ในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่มีกลุ่มทุนข้ามชาติ 2 ราย คือ สิงคโปร์เทเลคอม และ เทเลนอร์เอเชีย พีทีเอ ที่ควักเงินรายละกว่าหมื่นล้านบาทเข้ามาลงทุน
อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ กทช.ออกเดินสายโรดโชว์ ดึงนักลงทุนข้ามชาติเข้ามาประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ในย่านความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ แต่ร่างประกาศดังกล่าวกลับเพิ่มเงื่อนไขกีดกันนักลงทุนต่างชาติไม่ให้นั่ง ตำแหน่งบริหารระดับสูง
ไม่เพียงเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ทางฝั่งนักวิชาการได้ออกมาคัดค้านร่างประกาศนี้ โดยชี้ว่า เป็นการบล็อกต่างชาติไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ทั้งที่รัฐบาลประกาศแผนแม่บทเดินหน้าสู่การเปิดเสรีการแข่งขันให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น
***ผ่าร่างครอบงำกิจการ
ที่มาที่ไปของ (ร่าง)ประกาศฉบับนี้ สืบเนื่องจากได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้นของคนต่างด้าว ในกิจการโทรคมนาคม และให้อำนาจคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ในการกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการบางลักษณะหรือบางประเภท ที่เป็นนิติบุคคล จะต้องกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวได้
ประกอบ อำนาจตามความในมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 และกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในบางมาตรา บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังนั้น คณะกรรมการ กทช.ได้จัดทำร่างประกาศกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการ โดยคนต่างด้าวดังกล่าวขึ้น
***บังคับเฉพาะใบอนุญาตแบบ2 และ 3
สำหรับร่างประกาศฉบับนี้ ใช้บังคับกับผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้รับใบอนุญาตแบบที่สอง และผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้รับใบอนุญาตแบบที่สาม ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามความในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างประกาศฉบับนี้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากสุด คือ ผู้ถือหุ้นที่เป็นต่างด้าว ผู้แทน หรือตัวแทนมีอำนาจในการคัดเลือกว่าจ้างงาน หรือกำหนดตำแหน่งสำคัญในนิติบุคคลที่เป็นผู้รับใบอนุญาต เช่น ประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หัวหน้าผู้บริหารด้านจัดซื้อ หรือ หัวหน้าผู้บริหารด้านการเงิน เป็นต้น
***"นที"แจงผ่านทวิตเตอร์
แรงต่อต้านที่เกิดขึ้น ทำให้พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กทช. และประธานคณะกรรมการ 3.9 G ได้ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ @Drnatte39G ว่า ตามกฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคม กำหนดให้ กทช.สามารถออกกฎเกณฑ์ว่าด้วยการครอบงำโดยต่างด้าวในกิจการนี้ได้ ตั้งแต่เข้ามาเป็น กทช. ก็เห็นร่างประกาศฉบับนี้อยู่ในวาระการประชุม กทช. มาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมกทช. นอกจากนี้ร่างประกาศฉบับนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 เคยไปสู่การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตามลำดับ
ในการไปเชิญชวนผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย ก็มีคำถามเกี่ยวกับร่างประกาศฉบับนี้แทบทุกครั้ง สิ่งที่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต่างประเทศกังวลใจมิใช่การมีประกาศฉบับนี้ แต่กังวลใจถึงความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาลงทุนแล้ว การนำร่างประกาศฉบับนี้มาสู่การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม คือ การกำจัดความไม่แน่นอนที่ทุกคนกังวลใจ ว่าจะเกิดขึ้นตามระยะเวลาและกระบวนการที่เกิดขึ้น
"ผม คิดว่าการดำเนินการในส่วนของร่างประกาศฉบับนี้ แยกออกจากกระบวนการออกใบอนุญาต 3G อย่างชัดเจนยังมีการดำเนินการอีกหลายขั้นตอนก่อนที่จะประกาศในราชกิจจาฯ เพื่อมีผลบังคับใช้ จึงไม่น่าส่งผลต่อการพิจารณาคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล 3G แต่การดำเนินการตามร่างประกาศ จะเป็นไปในลักษณะของการเยียวยาและแก้ไขการถูกครอบงำโดยต่างด้าว ถ้าผู้ได้รับใบอนุญาตเข้าข่ายดังกล่าว นอกจากนี้จะเป็นการดำเนินการโดยทั่วไป เพราะเป็นประกาศที่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 2 และ 3 ที่มีโครงข่ายเป็นของตนเองจะต้องปฏิบัติ คิดว่าประกาศฉบับนี้จะสร้างความสมดุลระหว่างการให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศ ไทย กับการประกันความมั่นคงของชาติในทุกด้าน"
***นักวิชาการค้าน
ทางด้านนายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารและสารสนเทศ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ไม่เห็นด้วยที่ กทช. จะออกประกาศดังกล่าว และการกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ถือหุ้นต่างชาติ นั่งตำแหน่งประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก
อาจขัดต่อข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่มีข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบ General Agreement on Trade in Services (GATs) ดังนั้น จึงมั่นใจว่าร่างประกาศฯ ฉบับดังกล่าว จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวยังขัดแย้งกับข้อกำหนดของ GATS ที่ห้ามบริษัทไม่ให้มีผู้บริหารเป็นต่างชาติ เพราะข้อตกลงได้ระบุเอาไว้ว่า ห้ามเลือกปฏิบัติกับนักลงทุนชาวต่างชาติ โดยจะต้องปฏิบัติกับนักลงทุนในประเทศ และต่างชาติด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน
ขณะที่ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ระบุชัดเจนว่า ให้ต่างชาติมีสิทธิถือหุ้นครองหุ้นได้ 49% ฉะนั้น การจำกัดให้มีผู้บริหาร และจำกัดการออกเสียงได้ตามสัดส่วนการถือหุ้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากกว่า
"ปัญหาที่ตามมาจะส่งผลต่อภาพลักษณ์การลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติ ขาดความเชื่อมั่น และมีความลังเล ร่าง นี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ทำขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่เสียเปรียบในการเข้าประมูล 3 จี ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่มีไม่มีผู้บริหารเป็นคนต่างชาติเลย"
สอดคล้องกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบัน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ร่างฉบับดังกล่าวเท่ากับว่าเป็นการกีดกันไม่ให้มีการแข่งขันเสรี และยิ่งเกิดผลเสียต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าเป็นการยึดผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่า นั้น
***สะเทือน "เอไอเอส-ดีแทค"
แน่นอน หากร่างฉบับดังกล่าวถูกประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา นั้นหมายความว่าสองกลุ่มทุนสื่อสารยักษ์ใหญ่ คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ที่ถือหุ้นโดยสิงคโปร์เทเลคอม และปัจจุบันมีผู้บริหารต่างชาติเข้ามานั่งตำแหน่งฝ่ายบริหาร คือ นายอึ้ง ชิง-วาห์ กรรมการและกรรมการบริหาร และ นายฮุย เวง ชอง นั่งตำแหน่งหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ (COO)
ขณะที่ เทเลนอร์ เอเชีย พีทีเอ ได้เข้ามาซื้อกิจการใน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ต่อจากครอบครัวเบญจรงคกุล ปัจจุบันมีนายทอเร่ จอห์นเซ่น นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นายเทอเรีย โบการ์ด รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบัญชีและการเงิน ดังนั้นทั้ง เอไอเอส และ ดีแทค จะได้รับผลกระทบต่อร่างฉบับนี้โดยตรง
มีแต่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด เป็นผู้ประกอบการเพียงรายเดียวที่ลอยตัว เพราะเป็นกิจการที่ถือหุ้นโดยคนไทย 100% และไม่มีคนต่างด้าวนั่งเก้าอี้ระดับบริหาร
อีกทั้งประเด็นการคุ้มครองผู้ประกอบการไทยนั้น ครั้งหนึ่งนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ร่างข้อสรุปข้อเสนอการจัดสรรคลื่นความถี่ ไอเอ็มที หรือ 3G and beyond เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2552 กรณีเรื่องสัญชาติ ที่ ทรู ซึ่งเป็นบริษัทไทย ต้องแข่งขันกับบริษัทที่มีรัฐวิสาหกิจต่างชาติถือหุ้นใหญ่
อย่างไรก็ตาม จากกรณีดังกล่าว นายซิคเว่ เบรกเก้ รองประธานกรรมการบริหารเทเลนอร์ กรุ๊ป ดูแลภูมิภาคเอเชีย ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ดีแทค ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างประกาศห้ามการครอบงำกิจการโทรคมนาคมจากคนต่างด้าว ของคณะกรรมการ กทช. ว่า ได้เห็นร่างประกาศดังกล่าวที่ตีพิมพ์ลงบนเว็บไซต์ของ กทช.แล้ว ทางเทเลนอร์และดีแทค กำลังศึกษาในรายละเอียดของร่างอย่างจริงจัง และแน่นอนว่าประเด็นนี้จะเป็นประเด็นสำคัญในการถกเถียงของบอร์ด ซึ่งกำลังจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการเข้าประมูล 3 จีในไทยที่จะมีขึ้นในเดือน ก.ย.นี้
หาก กทช. ออกกฎเหล็กสกัดต่างด้าวครอบงำกิจการ จึงเท่ากับว่าเป็นการปิดประตูต่างชาติที่จะเข้าประมูล 3G และน่าเสียดายโอกาส ที่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ และประธานคณะทำงาน 3.9 ใช้งบประมาณถึง 10 ล้านบาทไปโรดโชว์ เชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และ มาเลเซีย เข้ามาร่วมประมูลใบอนุญาตในเมืองไทย
การออกร่างประกาศฉบับดังกล่าวเชื่อได้ว่า ในวันประชาพิจารณ์ 20 สิงหาคมที่จะถึงนี้ บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ เอไอเอส และ ดีแทค รวมไปถึงนักวิชาการ เตรียมออกมา "ฉะ" ในเรื่องนี้หนักหน่วงแน่ เพราะโลกเปิดเสรีแล้วแต่บ้านเราจะถอยหลัง และเป็นอีกหลุมขวากบนเส้นทางเปิดประมูล 3 จี ที่สะดุดครั้งแล้วครั้งเล่า เชื่อว่ากรณีนี้คงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของ กทช.อย่างแท้จริง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,556 12-14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
--
รายได้จัดเก็บ-คุมหนี้รายจ่าย ปัญหาใหญ่
ประเด็น การก่อหนี้โดยภาครัฐเพื่อนำมาใช้จ่ายและลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยนับ ตั้งแต่การเข้ามาบริหารของรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้นำไปสู่ข้อกังขาว่า รัฐจะแบกภาระหนี้ในอนาคตอย่างไร และการคลังรัฐจะอยู่ในสถานะขาดดุลกี่ปี จะกระทบต่องบรายจ่ายด้านลงทุนในอนาคตหรือไม่ ด้วยข้อจำกัดด้านรายได้จัดเก็บที่มีสัดส่วนค่อนข้างต่ำเพียง 17% ของจีดีพี โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตในระดับ 5% ขึ้น
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (9 ส.ค.)กระทรวงการคลัง โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างปลัดกระทรวงการคลัง นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ กับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ เพื่อวางกรอบการจัดทำงบประมาณสมดุลภายใน 5 ปี
*วางปลัดคลังเชื่อมภาคการเมือง-ขรก.
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง (เซ็นสัญญาเอ็มโอยู ) ดังกล่าว เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างเสถียรภาพทางการคลัง สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่าจะมีเม็ดเงินดูแลทุกนโยบายที่ได้จัดทำขึ้น อย่างเพียงพอ และสามารถกำหนดความยั่งยืนทางการคลังเพื่อทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งได้
โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้เพื่อป้องกัน มิให้เป้าหมายเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง, ที่ปรึกษารมว.กระทรวงการคลังเพื่อประสานระหว่างภาคราชการและการเมือง ซึ่งแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ต่อเนื่อง การจัดทำงบสมดุลใน 5 ปี (ปี 2557) ก็ยังขับเคลื่อนต่อได้โดยไม่สะดุด
"กลไกสำคัญคือ จะต้องมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นตัวยืน และเพื่อยืนยันว่าจะต้องเชื่อมโยงกับภาคการเมือง ซึ่งจะทำให้ทั้งส่วนของภาคการเมือง และภาคราชการไทยสามารถที่จะทำงานร่วมกันได้ตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ได้ บันทึกร่วมกัน"
*สมมติฐานศก.ต้องโต 4.5% อัพ
*รายได้รัฐเพิ่มเฉลี่ย 8.25% ต่อปี
สำหรับการจัดทำงบประมาณสมดุลในปี 2557 นั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานหลัก คือเศรษฐกิจปี 2553 ต้องขยายไม่น้อยกว่า 6.5% อัตราเงินเฟ้อ 3% และปี 2554 จะต้องขยายตัวไม่น้อยกว่า 4.5% ที่อัตราเงินเฟ้อ 2% ซึ่งสมมติฐานอัตราการขยายตัวที่ 4.5% เป็นสมมติฐานที่จะใช้ตั้งแต่ปี 2555 ไปจนถึงปี 2565 โดยมีอัตราเงินเฟ้อในช่วง 10 ปีสุดท้ายที่ 3%
ขณะที่สมมติฐานในส่วนของรายได้ปีงบประมาณ 2553 คาดการไว้ตามเอกสารงบประมาณที่ 1.35 ล้านล้านบาท แต่คาดว่าสุดท้ายแล้วจะมีรายได้ที่ 1.65 ล้านล้านบาท หรือสูงกว่าประมาณ 315,000 ล้านบาท โดยสูงกว่าประมาณการ 23.5-24% ขณะที่ปีงบประมาณ 2554 ประมาณการรายได้ในเอกสารงบประมาณ พิจารณาในวาระสุดท้ายในสัปดาห์หน้าที่ 1.65 ล้านล้านบาท ซึ่ง ณ วันนี้คาดว่าน่าจะทำได้จริง 1.7 ล้านล้านบาท หรืออาจจะสูงกว่าเล็กน้อย
ส่วนในปีงบประมาณ 2555-2565 สมมติฐานรายได้จะต้องขยายตัวเฉลี่ย 8.25% ต่อปี บนการเติบโตของจีดีพีพื้นฐาน (รวมอัตราเงินเฟ้อ) ที่ 7.5% และอัตราส่วนการขยายรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพีที่ 1.1 เท่า
กล่าวก็คือหากเศรษฐกิจขยายเพิ่ม 1% รายได้จะเพิ่มขึ้น 1.1% เป็นต้น โดยสมมติฐานทั้งหมดดังกล่าวเป็นสมมติฐานที่มีการอ้างอิงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จริงในอดีต และคาดว่าน่าจะเป็นประมาณการใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด ณ วันนี้
*ลงทุนโครงการใหม่ปีละแสนล้าน
สำหรับประมาณการรายจ่าย สมมติฐานในปีงบประมาณ 2554 จะใช้รายจ่ายตามเอกสารงบประมาณ ส่วนงบปี 2555-2561 จะมีอัตราเพิ่มขึ้นในอัตราปกติ และมีโครงการใหม่ๆ ประมาณ 1% ของจีดีพี โดยจะมีการเพิ่มขึ้นของงบประมาณรายจ่ายเฉลี่ยต่อปี 5.3% หรือกล่าวคือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในขณะนี้ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 10 ล้านล้านบาท เฉลี่ยแต่ละปีจะมีโครงการใหม่เกิดขึ้นมูลค่า 100,000 ล้านบาท (ราคา ณ วันนี้) แต่หากเศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้น 1% ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต สมมติฐานหลักดังกล่าวเป็นการประมาณการฐานะการคลังในระยะปานกลาง
"ประมาณการขาดดุลงบ เป็นการประมาณการโดยไม่รวมภาระดอกเบี้ยจ่าย โดยจะมีการขาดดุลในปี 2554 ที่ 143,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2555 อยู่ที่ 105,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2556 อยู่ที่ 43,000 ล้านบาท โดยจะเริ่มเป็นบวกเล็กน้อยในปี 2557"
รมว.การคลัง กล่าวต่อว่า สาเหตุที่แยกดอกเบี้ยจ่ายออก ก็เพราะมองว่าเป้าหมายวัตถุประสงค์หลักในการทำข้อตกลงดังกล่าว ก็เพื่อให้นำไปสู่การควบคุมรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ จ่ายตามนโยบาย และการลงทุน ซึ่งเมื่อกำหนดเป้างบสมดุลภายใน 5 ปี ก็คาดว่าน่าที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายนั้นได้
"ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้จะรวมดอกเบี้ยจ่ายก็คาดว่าจะนำไปสู่เป้าหมายการจัดทำงบ สมดุลโดยรวมได้ในปี 2560-2561 ใน 7-8 ปีข้างหน้า โดยที่ภาระหนี้ต่องบประมาณยังอยู่ในสัดส่วน 12% ตลอด จากกรอบวินัยทางการคลังที่ 15%"
*เร่งคุมรายจ่ายบานเยอะหนี้กองทุนฟื้นฟู
นายกรณ์ยังได้กล่าวว่า การที่เชื่อว่าฐานะการคลังจะสู่สมดุลใน 5 ปี ส่วนสำคัญยังเป็นผลจากการควบคุมงบรายจ่าย ดังจากที่ภาครัฐได้ตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อน ในหลายส่วน โดยส่วนหนึ่งจะเข้าไปดูว่าจะลดรายจ่ายส่วนไหนได้บ้าง อาทิ ในส่วนของระบบราชการโดยรวม ที่ใช้งบจัดซื้อคอมพิวเตอร์สูงถึง 120,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็จะมีการจัดซื้อกันไป โดยที่บางหน่วยงานอาจจะขาดความเชี่ยวชาญ หรือความรู้ในรายละเอียดในแง่ของความเหมาะสม และราคาของคอมพิวเตอร์
รวมไปถึงภาระหนี้ดอกเบี้ยจ่าย ที่เป็นหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งต้องเข้าไปศึกษา, ค่ารักษาพยาบาล ตลอดจนส่วนของรายได้ก็เช่นเดียวกัน คณะกรรมการขับเคลื่อนจะต้องเข้าไปดูว่าจะไปขยายฐานรายได้ได้อย่างไร และการจัดเก็บในแต่ละประเภท หรือว่าแต่ละกรมมีแนววิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพอย่างไร
*สมดุล 5 ปีแยกดอกเบี้ยจ่าย1.8แสนล้าน/ปี
นายกรณ์ แจงต่อว่า การที่คลังได้ตั้งตุ๊กตาไว้ในส่วนของการจัดงบสมดุลภายใน 5 ปีนั้น ได้แยกภาระดอกเบี้ยจ่ายซึ่งเฉลี่ยปีละ180,000 ล้านบาทต่อปี ณ ปัจจุบันออกไปแต่ไม่ได้หมายความว่าคลังจะไม่จ่ายดอกเบี้ยในช่วง 5 ปีแรก ยังเป็นการจ่ายตามปกติ แต่หากใช้วิธีการนี้จะเป็นตัววัดระดับความสมดุลที่มีนัยสำคัญมากกว่า คือรายจ่ายประจำกับการลงทุนเมื่อเทียบกับรายได้
สำหรับการขาดดุลงบปี 2553 ประมาณ 350,000 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ. งบประมาณ และจะลดลงเหลือ 320,000-330,000 ล้านบาทในปี 2555, เหลือ 290,000 ล้านบาท ในปี 2556 ขณะที่ในปี 2557 จะเหลือ 240,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2558 จะเหลือประมาณ 180,000 ล้านบาท และเหลือ 150,000 ล้านบาทในปี 2559 ส่วนในปี 2560 จะเหลือประมาณ 93,000 บาท และจะเป็นบวกประมาณ 15,000 ล้านบาทในปี 2561 โดยทั้งหมดคำนวณจากรายได้จริงที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเทียบกับรายจ่ายจริงที่จะเกิดขึ้น
ในส่วนของหนี้สาธารณะโดยรวมเมื่อคิดคำนวณตามเป้าหมายดังกล่าวแล้ว จะเห็นว่ามีการปรับลดหนี้สาธารณะเมื่อคำนวณเปรียบเทียบกับจีดีพี โดยลดลงจากตัวเลขเดิมจากทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เคยรายงานไว้ ซึ่งจะเป็นการปรับลดครั้งที่ 2 ของปีนี้จากระดับตัวเลขที่ 61% ต่อจีดีพี โดยได้มีการปรับลดประมาณการลงหลังจากที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ส่งผลให้รัฐบาลสามารถยกเลิกการกู้ยืมตาม พ.ร.บ. 400,000 ล้านบาท ประมาณการหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจึงปรับลดลงมาสูงสุดที่ 51%
ล่าสุดครั้งนี้ได้มีการทบทวนใหม่ หลังประมาณการรายได้รัฐเพิ่มผนวกกับเป้าหมายการบริหารรายจ่ายให้อยู่ในกรอบ ของงบสมดุลภายใน 5-8 ปี โดยคาดว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีว่าจะขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงที่สุดที่ 48% ในปี 2557 หลังจากนั้นก็จะเริ่มปรับลดลงมาสู่ระดับ ณ ปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 42-43%
"การปรับลดดังกล่าวจะสะท้อนให้เห็นว่าในส่วนของเสถียรภาพและผลต่อความมั่นคง ต่อเศรษฐกิจของเรามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจะนำไปสู่การพัฒนาที่มีความยั่งยืน ไม่มีความเสี่ยงต่อการเสียหายในประเทศชาติ และประชาชน ขณะเดียวกันก็มั่นใจได้ว่าจะมีเม็ดเงินเพียงพอต่อการดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ตามนโยบายของรัฐบาลและเป้าหมายการให้บริการรัฐสวัสดิการภายใน 6 ปีของนายกฯได้"
อย่างไรก็ดีแม้รัฐจะวางกรอบยุทธศาสตร์จัดทำงบสมดุล เพื่อตอบสังคม แต่ทว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย 5-8 ปีตามที่วางไว้หรือไม่ โดยเฉพาะฝั่งรายได้ที่ยังไม่มีทิศทางชัดเจนว่ารัฐจะปฏิรูปโครงสร้างการจัด เก็บภาษีอย่างไร และหากเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามเป้าการเติบโตเฉลี่ย 4.5% ปี รวมไปถึงปัญหาภาระดอกเบี้ยจ่ายของหนี้กองทุนฟื้นฟู จะผ่าตัดบริหารกันอย่างไร เพราะหาไม่แล้วเสถียรภาพทางการคลังก็เพียง "ตัวเลขทางบัญชี" ที่ดูดีเท่านั้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,556 12-14 สิงหาคม พ.ศ. 2553
--
--

โดนอ่ะ... ไม่ขึ้นตรงต่อใครเลย
ให้ความรู้ดีอ่ะ หลายอย่างที่ไม่รู้เพราะฟังมาแต่ฝ่ายเดียว ดูอย่างนี้ละกระจ่าง
ความจิง เน่ามันทุกฝ่าย +ความฮา สะบัด ชอบๆๆๆๆ
จอห์น วิญญู นายแน่มาก....ชอบๆ